Skip to content

What is Thai, anyway?

What is Thai, anyway?

The few area that we can look at is the ‘Thai’ in our culture is normatively lying in the area that can be describe as our ‘past’ or ‘traditional’ culture and our ‘present’ or ‘contemporary’ culture.

And if we dig deeper in the area of the ‘past’, we could possibly find more and more of the past that we called ‘Thai’ is not actually originated from the geographical locality. Some of our inherit culture could be trace back to several origins, such as India, China or even Cambodia. ‘Thai’ seems to be such an adaptive culture in nature that improvise lots of good deeds from others and adopted as our own. The more we deny this, the more we will get away from the source of being ‘Thai’.

But it will not look good for us to say so that we don’t have such an originality.

But then look again at our ‘present’. Those famous expression of our contemporary culture never lies in straightforward tradition. From the domain of contemporary Thai (only if Thai accept the presence of such a notion), the view of ‘Thai’ from a foreign view had never been about ‘Traditional’. Art, Food, Design, Architecture or Hospitality; these disciplines that became contemporary success had never been about the notion of Thai as a domain of traditional.

But we have been so embraced by our past. Living in the past and traditional of Thai is romantic and beautiful. We are cherished by the past and traditional and we are empowered by them but only as a context. Once we try to go back and live in those context, we are nothing more that an inauthentic imitation. And it had never take us anywhere. Only when we embraced the ‘past’ as our context and we create our ‘present’ from the ‘future’ possibility, then ‘Thai’ will exists in a successful contemporary domain.

So the question of ‘What is Thai?’ has been nothing but nothing.

‘Thai’ is just a meaning we gave. Just a word. And we can assign the meaning to everything that will give us the possible future. And similar to all the languages, it is just a tool that we make things work: A tool for describing the past as much for the tool we create the future. In a way that we use the language to create the future, that language will spontaneously create our present.

We can only create our ‘present’ Thai only we understand the meaning of Thai as a language to the notion of ‘past’ and ‘future’ under the circumstance of the language. As a result, we could then possibility answer ‘What is Thai?’ from the rational that worth the effort. ‘Thai’ is not a culture to the eyes or for the ears. It is only can be explained through experience.

Education as Stretching the Mind by Jamshed Bharucha President, The Cooper Union

Another family of perceptual biases stems from our being social animals (even scientists!), susceptible to the dynamics of in-group versus out-group affiliation. A well known bias of group membership is the over-attribution effect, according to which we tend to explain the behavior of people from other groups in dispositional terms (“that’s just the way they are”), but our own behavior in much more complex ways, including a greater consideration of the circumstances. Group attributions are also asymmetrical with respect to good versus bad behavior. For groups that you like, including your own, positive behaviors reflect inherent traits (“we’re basically good people”) and negative behaviors are either blamed on circumstances (“I was under a lot of pressure”) or discounted (“mistakes were made”). In contrast, for groups that you dislike, negative behaviors reflect inherent traits (“they can’t be trusted”) and positive behaviors reflect exceptions (“he’s different from the rest”). Related to attribution biases is the tendency (perhaps based on having more experience with your own group) to believe that individuals within another group are similar to each other (“they’re all alike”), whereas your own group contains a spectrum of different individuals (including “a few bad apples”). When two groups accept bedrock commitments that are fundamentally opposed, the result is conflict — or war.

Education as Stretching the Mind
Jamshed Bharucha President, The Cooper Union
Source: Edge, World Question Center 2008: What Have You Changed Your Mind About?

http://www.edge.org/q2008/q08_16.html#bharucha

มนุษย์ กับชีวิตในความเศร้าที่แสนจะไร้สาระ และความเหงาก็เช่นกัน

มนุษย์ กับชีวิตในความเศร้าที่แสนจะไร้สาระ และความเหงาก็เช่นกัน

ความรักที่โดดเดี่ยว และความเหงาท่ามกลางผู้คน

ชวนให้สงสัยถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของอารมณ์ความรู้สึก ที่มา ความไร้สาระ และสาระแห่งความไร้สาระนั้น

The Conversation on Truth and Its Domain

We are creating our reality only in the way we could possibly imagine. There is no reality out there for us beyond what is to us known as real. And that would be quite a limited domain.

We always said to believe in truth but we rarely seek for truth. We don’t how much we fall in love with truth only when it is told as a story. Only when we have capacity to distinct story from what had happened, then the truth will be revealed.

We don’t know, what we don’t know.

And we don’t even know that we don’t know.

All we know is just what we know, and everything in our life just occurred under this domain including truth. It’s so small comparing with domain of “Don’t know what we don’t know”. So how stupid we are to fight for this small little world where just in here.

…indeed.

Stop fighting, let’s discovering…

The conversation on Facebook between Duangrit Bunnag and Phongsathorn Laiadon

ความหมายของสรรพสิ่งท่ามกลางทะเลแห่งบริบท

บางทีผมก็สงสัยในวิธีที่เราแยกแยะความดีออกจากความชั่ว ความถูกออกจากความผิด พระเอกออกจากผู้ร้าย และอื่นๆที่คล้ายกัน
ในวิธีที่เราจะวัดความดีชั่วถูกผิดออกจากกัน เราต้องมีการ’วัด’ (measure) ในวิธีการใดวิธีการหนึ่งเสมอ เช่น การฆ่าสัตว์เป็นการกระทำผิดในสังคมหนึ่ง แต่ก็อาจเป็นกีฬาในอีกสังคมหนึ่ง การฆ่าคนมีความผิดตามกฎหมาย แต่การฆ่าศัตรูของทหาร กลับกลายเป็นวีรบุรุษ
ในการกระทำเดียวกัน ถูกหรือผิด เป็นไปได้ทั้งนั้นใน’บริบท’ (context) ที่แตกต่างกัน
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ‘การกระทำ’ (action) ที่เป็นเหตุของความถูกผิดนั้นไม่มีจริง มีแต่ ‘การกระทำ’ ที่อยู่ใน ‘บริบท’ เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าสิ่งใดคือถูกหรือสิ่งใดคือผิด ซึ่งนั่นก็ทำให้ความคิดอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่า ถูกหรือผิด ไม่ได้คงอยู่แบบถาวรและตายตัว และไม่เคยมีอะไรจริงในสิ่งที่ถูกหรือผิดนั้น
ถูกหรือผิด ดีชั่ว ล้วนเป็นความหมายที่เราให้จากการกระทำที่กำเนิดขึ้นภายในบริบทนั้นๆ
ถ้าเรามองจากมุมมองที่ต่างกัน บริบทที่แวดล้อมการกระทำนั้นก็จะต่างกัน การตัดสินถูกผิดชั่วดีก็จะต่างกัน และนี่คือสาเหตุสำคัญที่มนุษย์ห้ำหั่นกันด้วยเลือดเนื้อและชีวิตในสงคราม เพื่อแลกกับความถูกต้องซึ่งเป็นความหมายที่ให้กับการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นในบริบทของมุมมองของตน และมันก็เป็นเช่นนี้มาหลายพันปี มากพอๆกับการดำรงอยู่ของมนุษย์
มนุษย์ ไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าเครื่องจักรที่ให้ความหมายกับทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์
และมนุษย์ ก็ไม่เคยเห็นเลยจริงๆว่า ในโลกของสรรพสิ่งที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น มันไม่เคยมีอะไรที่มีอยู่จริง ทุกอย่างที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริง มันคงอยู่ได้เฉพาะในภาษาและความหมายที่เราให้กับมันเท่านั้น

ลองล่องยะลา

ผมได้เดินทางลงไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเองเมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างได้คุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ผมได้เห็นความเป็นไปได้ว่า หากเราสามารถทำให้เศรษฐกิจในชุมชนในสามจังหวัดชานแดนภาคใต้ดีขึ้นได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ชาวบ้านจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจะมีชาวบ้านที่ไปร่วมกันก่อเหตุความรุนแรงน้อยลง หลายคนที่ทำลงไปไม่ได้มีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิดหรือทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความยากจนด้วยที่ทำให้เขาไม่มีจุดยืนในสังคม และต้องยืนมาจากความขัดแย้งเพื่อให้เขาสามารถคงอยู่ในสังคมได้

โครงการลองล่องยะลา เป็นโครงการเล็กๆ เรามีกัน 18 คนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันที่จะนำความสงบสุขมาสู่ดินแดนแถบนี้ โดยการทำในสิ่งที่เรารัก นั่นคือการถ่ายรูป พวกเราเป็นชุมชนที่ประกอบไปด้วยสถาปนิก นักออกแบบ เจ้าของกิจการ ข้าราชการ web blogger นักข่าว ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ และ ช่างภาพอาชีพ ที่มารวมกันเฉพาะกิจเพื่อลงไปถ่ายรูปในเมืองยะลาระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2556 โดยรูปที่เราถ่ายเป็นการถ่ายภาพแนว Street Photography เพื่อเปิดเผยให้เห็นมุมมองของเมืองยะลาที่สวยงาม มีชีวิตชีวา และน่าสนใจ ใน 1 วัน และเราจะคัดเลือกรูปเหล่านั้นมา 100 ภาพ เพื่อนำมาแบ่งปัน 1,000 ครั้ง ในสื่อ Social Network ต่างๆ และนำรูปดังกล่าวมาจัดนิทรรศการ เพื่อโน้มน้าวและสร้างการปรากฏใหม่ของยะลา ในฐานะเมืองท่องเที่ยวแบบทางเลือกของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม แบบเดียวกับที่ปาย หลวงพระบาง หรือ เชียงคานเคยถูกสร้างมาในอดีต ซึ่งเราเชื่อว่าอิทธิพลของสื่อ Social Network ต่างๆในปัจจุบันสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก และเมื่อกระแสความนิยมดังกล่าวถูกสร้างขึ้น การท่องเที่ยวในยะลาก็จะดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจของเมืองดีขึ้น และเป็นต้นกำเนิดที่จะนำความสงบสุขมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

Duangrit Bunnag at TEDxChiangMai 2013

The Language of Creativity

This lecture series is a conversation that exploring the source of creativity.
การบรรยายชุดนี้พาไปสู่ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์และหาแหล่งกำเนิดของมัน และในขณะเดียวกันสะท้อนให้เห็นการเป็นที่แท้จริงของมนุษย์

เราอยากพาสังคมนี้ไปที่ไหนกัน

เราอยากพาสังคมนี้ไปที่ไหนกัน

ที่เดิมที่มากขึ้น หรือที่ใหม่ที่เป็นความแตกต่าง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะไม่มีโลกในแบบที่เราคิดว่ามันเป็น บางอย่างที่เราต่อต้าน หลายครั้งที่สุดท้ายก็ล้วนพาเรากลับมายืนที่เดิมจากฝั่งของด้านที่แตกต่างกันแค่นั้น

อาจจะไม่มีโลกของขาวและดำที่ชัดเจน เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรากำลังยืนอยู่ข้างไหน มีหรือไม่สังคมในแบบที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น หรือมันว่าสมบูรณ์แบบอยู่แล้วในแบบที่มันเป็นและไม่ได้เป็น สังคมอาจจะไม่ได้สำคัญที่ถูกผิดชั่วดี ถูกผิดชั่วดีล้วนขึ้นกับความหมายที่เราสร้างขึ้นให้กับมัน สาระสำคัญอาจจะอยู่สภาพของสังคมแบบไหนที่ใช้การได้ต่างหาก สภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมันใช้การได้หรือเปล่า

เราอยากอยู่ในสังคมที่ใช้การได้หรือเปล่า

หากเรามีจุดยืนมาจากสภาพสังคมที่ใช้การได้มันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ความวิตกกังวลในความถูกผิดก็จะอยู่ในระดับของการพิจารณาที่ทำให้สังคมใช้การได้ ไม่มีสังคมที่มีแต่คนดี แต่สังคมก็ไม่ควรจะเต็มไปด้วยคนเลวจนถึงขั้นใช้การไม่ได้ ความก้าวหน้าของประเทศขึ้นอยู่กับระดับการใช้การได้ของสังคม และถ้าสังคมถูกทำลายจนถึงระดับที่ใข้การไม่ได้ เมื่อนั่นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นและเป็นโอกาสกำเนิดของผู้นำที่แท้จริงของสังคมนั่นๆซึ่งจะเป็นผู้สร้างความแตกต่างที่แท้จริง

ควรหรือไม่ที่เราจะใช้ชีวิตท่ามกลางทะเลแห่งความคิดเห็น และการใคร่ครวญการดูดีหรือหลีกเลี่ยงการดูไม่ดีของตน มากกว่าการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเรากำลังจะพาสังคมนี้ไปที่ไหนกัน และที่ที่เราพาไปนั้นมันจะเป็นสังคมที่ใช้การได้หรือไม่ สิ่งนั้นต่างหากที่เป็นที่ที่เราจะยืนและรับผิดชอบในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าไม่ใช่ผู้นำของสังคมนั้น

โลกของความจริงที่พาไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่

มากแค่ไหนที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเรื่องราว ที่แม้แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องราว

มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ก่อนที่เราจะพิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้น เราจะสร้างเรื่องราวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดูดดื่มเคลิบเคลิ้มไปกับมัน จนบางครั้งลืมที่จะพิจารณาด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่แท้จริงคืออะไร เราไม่เคยรู้ตัวจริงๆว่ามากแค่ไหนที่เราเสพติดเรื่องราว เรากลายเป็นมันและเราไม่ได้มีมัน

มนุษย์ มีทางเดินที่เสมือนจะตายตัวในการเป็นของชีวิต เราเลือกเดินทางซ้ำๆเพราะเราถูกออกแบบมาเช่นนั้น สมองของเราทำงานด้วยตรรกะที่ชัดเจน และคงอยู่เอาตัวรอดได้ ก็เพราะการจัดทางเลือกให้อยู่ในรูปแบบซ้ำที่ทำให้มีชีวิตรอด เราจึงมีชีวิตเช่นเดียวกับสมองที่ต้องการจะเอาตัวรอด จนกว่าเราจะค้นพบว่าเรามีมัน แต่เราไม่ได้เป็นมัน

เรื่องราวที่สร้างขึ้นสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นวิธีการเอาตัวรอดที่สอดคล้องกับวิธีที่สมองทำงาน เราสร้างเรื่องราวเพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่กลายเป็นเรื่องเดิมที่มีอยู่แล้ว กลายเป็นรูปแบบซ้ำในวิธีที่สมองจะรับมือจัดการได้ง่ายเพื่อการเอาตัวรอด การสร้างเรื่องราว จึงเป็นวิธีอัตโนมัติของสมองที่สมบูรณ์แบบเพื่อเก็บเราเอาไว้ในพื้นที่ปลอดภัย เรารู้สึกอบอุ่นและสบายภายใต้โลกของเรื่องราว และไม่ต้องรับผิดชอบกับคนที่เราเป็นที่แท้จริงในฐานะมนุษย์ผู้สร้างความแตกต่าง

โลกของเรื่องราวไม่ได้พาเราไปที่พื้นที่ใหม่ของความแตกต่าง แม้ว่าบางครั้งเรื่องราวจะทำให้เราคล้อยตามว่านี่คือความแตกต่าง แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นได้ว่ามันก็ไม่ต่างกับ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ มันก็คือนิยายเรื่องเดิมที่เคยได้ยินมาตลอดชีวิตนั่นแหละ นิยายเรื่องเดิมที่ต้องมีคนหนึ่งถูก อีกคนผิด มีคนดีคนเลว และแน่นอน ส่วนใหญ่เราก็เลือกจะอยู่ด้านหนึ่งของเรื่องราวที่เราสร้างขึ้น และก็พร่ำบ่นกับทุกสิ่งที่เหลือที่ไม่ใช่ตัวเรา

ยิ่งเรื่องราวใหญ่ขึ้น การพร่ำบ่นก็มากขึ้นตามไปด้วย เราคงคุ้นเคยกับการดูละครทีวีน้ำเน่าซักเรื่องนึงแล้วก็ฟูมฟายไปกับมัน พร้อมกับพร่ำบ่นอย่างเมามันกับตัวร้ายในเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องเมียหลวงเมียน้อย มันก็จะสนุกมากที่เราจะด่าเมียน้อยและเข้าข้างเมียหลวง แต่จะมีซักกี่ครั้งที่เราสังเกตว่าเรามีความเพลิดเพลินแค่ไหนกับการกล่าวโทษเมียน้อยมากกว่าการชื่นชมเมียหลวง มากแค่ไหนที่เราเสพติดการพร่ำบ่นและโลกของเรื่องราวที่มากับการพร่ำบ่นนั้น มากจนเราไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราได้จาการพร่ำบ่นนั้นก็คือการทำให้ผู้อื่นเป็นผู้ผิดและเราเป็นผู้ถูก มากแค่ไหนที่เราต้องการเป็นผู้ถูกจนลืมสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และหลงไหลดื่มด่ำไปกับเรื่องราวเหล่านั้น

สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น เหตุผลของการมีอยู่ของสรรพสิ่ง หรือแม้กระทั้งตัวเรา ก็อาจพิจารณาจากมุมมองหนึ่งได้ ว่าล้วนแล้วเป็นเรื่องราวที่เราสร้างขึ้นเพื่อการอยู่รอด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราเคยอธิบายตัวเราว่าเป็นใครจากอดีตที่เราคิดว่าเราเป็น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือเป็นอีกเรื่องราวที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้เราคงอยู่และเอาตัวรอด เราเคยให้เหตุผลนับร้อยอย่างเพื่อจะอธิบายว่าโลกแบน และไม่ควรเดินทางออกไปไกลจากฝั่งมากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะตกขอบโลก ปัจจุบันเรารู้แล้วว่าเหตุผลของสรรพสิ่งที่บอกว่าโลกแบนนั้นมันไม่เป็นความจริง แต่ในยุคหนึ่งเราก็เชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยว่ามันจริง และมนุษย์ก็ใช้ชีวิตอยู่ในเหตุผลนั้นอย่างเคลิบเคล้มดูดดื่ม จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งออกจากโลกของเรื่องราวที่สร้างขึ้น และออกเดินทางเพื่อจะสืบค้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นคืออะไร ในวันที่เขาค้นพบว่าโลกกลมนั้น พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของความเป็นไปได้ใหม่ก็ถูกเปิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ทวีปใหม่ๆถูกค้นพบ และแผนที่ของความจริงก็แทบจะถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด การค้าขายและการจัดหมวดหมู่ชาติพันธุ์มนุษย์เปลียนแปลงไป และแทบจะเรียกได้ว่า โลกใบเดิมที่ตายตัวกับเรื่องราวของมันแทบจะสลายไปในอากาศในพริบตา

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นที่จะพาเราไปยังพื้นที่ใหม่ของความเป็นไปได้ วินาทีที่เราสามารถแยกแยะเรื่องราวออกจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ วินาทีนั้นเราจะได้มีโอกาสรับมือจัดการกับชีวิตในโลกของสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่เราเริ่มมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็นจริงๆ เราจะเริ่ม ‘มี’ สมองของเราและไม่ได้ ‘เป็น’ สมองของเรา เราจะได้ควบคุมให้สมองเปิดรับเส้นทางเดินใหม่และรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องสอดคล้องกับรูปแบบเดิมๆที่เคยเป็น วินาทีนั้นที่ความเป็นไปได้ใหม่ๆจะเปิดขึ้น เสมือนเราเริ่มออกเดินไปในเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยเดินมาก่อน แน่นอน มันจะไม่สะดวกสบายเพราะเราไม่มีทางรู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ตรงหน้า แต่เราก็จะตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความหวัง ความสุขเบิกบานในแบบเดียวกับการเดินทางท่องเที่ยวไปในดินแดนใหม่ที่เราไม่รู้จัก

และเช่นเดียวกับการผจญภัย มันจะเป็นการผจญภัยที่ว่างเปล่ามากหากเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายของการเดินทางนั้นว่าเราจะค้นหาสิ่งใด หรืออะไรจะเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางนั้น เราจึงต้อง ‘ประกาศ’ เป้าหมายนั้นในฐานะของความเป็นไปได้ในวินาทีที่เส้นทางใหม่นั้นถูกเปิดขึ้น และก็แทบจะในทันทีเหมือนกันที่เราประกาศความเป็นไปได้นั้น สมองก็จะเข้ามาทำหน้าที่ของมันทันที หน้าที่เดียวของมันก็คือทำทุกอย่างที่จะให้มันได้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด และสิ่งเดียวที่สมองจะสร้างได้ภายใต้เครื่องจักรแห่งตรรกะที่มันเป็นก็คือสร้าง ‘เหตุผล’ วัตถุประสงค์ของเหตุผลก็มีเพียงอย่างเดียวคือ ‘หยุด’ เราจากความเป็นไปได้ใหม่ที่เปิดขึ้น หยุดเราจากความคิดสร้างสรรค์ หยุดเราจากความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของเราในฐานะผู้สร้างและให้กำเนิดชีวิตของเรา และเส้นทางเดียวที่เหตุผลจะพาเราไปก็คือพาเรากลับไปยังที่ๆที่เรามา เส้นทางเดิมที่เราเคยเดิน และสมองมันก็ฉลาดพอที่จะตกแต่งเส้นทางนั้นดูแปลกตาไปเล็กน้อย พอให้เราเชื่อว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางใหม่ของชีวิต แท้จริงแล้วเราไม่ได้ไปที่ไหนเลยในโลกของเหตุผล อย่างมากก็เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่สบายและคุ้นเคย และสุดท้ายเราก็กลับมาที่เดิม

มีสิ่งเดียวที่จะพาเราออกจากเหตุผลก็คือการที่เราตั้งใจจะทำในสิ่งที่เราบอกว่าจะทำ และก็ลงมือทำตามนั้น เป็นการที่เราให้เกียรติคำพูดของเราที่เราให้ไว้ การให้เกียรติคำพูดจะพาเรากลับไปที่ความเป็นไปได้ที่เราประกาศไว้และพาเราไปเหนือเหตุผลทั้งปวง เป็นวิธีเดียวที่เราจะเอาชนะสมองที่จะนำเรากลับที่เดิม ที่ๆสบายที่เราเคยอยู่ เป็นวิธีเดียวที่จะพาเราไปสู่ความคิดใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ ที่เราได้สร้างขึ้น ในฐานะการเป็นที่แท้จริงของมนุษย์

นอกจากเหตุผลที่สมองเราสร้างขึ้นแล้ว สมองของเราก็ฉลาดพอที่จะเอาเหตุผลจากมนุษย์คนอื่นๆมาหยุดเราด้วย หลายครั้งที่เราต้องยอมจำนนกับเหตุผลของคนรอบข้าง เพื่อน หรือครอบครัวของเรา และสมองก็ทำงานอย่างแยบยลที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเหตุผลของพวกเขามันช่างจริงเสียนี่กระไร สมองมนุษย์สมรู้ร่วมคิดกันในการที่จะทำให้ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ของมนุษย์อยู่ในระดับต่ำ เพียงเพื่อให้มนุษย์ชาติสามารถเอาตัวรอดและคงอยู่ได้ในฐานะแค่สิ่งมีชีวิต บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณหัวเราะเยาะกับความคิดใหม่ๆของใครซักคนที่อาจจะสร้างความแตกต่างบนโลกใบนี้ มนุษย์คนแรกที่ประกาศว่า ‘เราจะเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ในสิบปีจากนี้’ ในวันที่เราไม่เคยมีมนุษย์เดินทางพ้นจากชั้นบรรยากาศของโลกเลยนั้น ก็เคยถูกหัวเราะเยาะและหาว่าบ้า เช่นเดียวมนุษย์คนแรกที่ประกาศว่า ‘อินเดียจะเป็นเอกราชจากอังกฤษ’ หรือ ‘วันหนึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีประธานาธิบดีเป็นคนผิวดำ’ สุดท้ายทุกอย่างที่พวกเขาเหล่านั้นประกาศมันก็เกิดขึ้นจริงท่ามกลางเหตุผลและความไม่เห็นด้วยของคนมากมาย พวกเขาทำให้ความเป็นไปได้ใหม่เหล่านั้นเป็นจริงได้อย่างไร

พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ที่มีความพิเศษเหนือมนุษย์คนอื่นเลย มีสองสิ่งเท่านั้นที่เขาทำเพื่อให้ความเป็นไปได้ใหม่นั้นเกิดขึ้น สิ่งแรกคือการที่เขาให้เกียรติคำพูดของเขาและกลับไปเป็นหรือทำสิ่งที่เขาประกาศไว้ว่าจะเป็นหรือจะทำทุกครั้งที่เขาถูกหยุดด้วยเหตุผล และสิ่งที่สองคือการโน้มน้าวผู้คนให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ปรากฏขึ้นในฐานะของโลกอีกโลกหนึ่งที่รออยู่ตรงหน้า มันจะเป็นอย่างไรบ้างถ้าโลกนี้กลม มันจะเป็นอย่างไรบ้างถ้าเราไปเหยียบดวงจันทร์ได้ มันจะเป็นอย่างไรบ้างถ้าความเท่าเทียมกันของมนุษย์เกิดขึ้นในอินเดียหรือในสหรัฐอเมริกา วิธีเดียวที่จะหยุดเหตุผลของผู้คนรอบข้างจากที่หยุดเราจากสิ่งที่เราสร้างขึ้น ก็คือโน้มน้าวพวกเขาไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่นั้น และไม่ใช่การชักจูง บังคับ หรือพูดด้วยเหตุผลที่หักล้างกัน การโน้มน้าวจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญและทรงพลังในการพามนุษย์ในฐานะบุคคลและสังคมไปสู่โลกใบใหม่ที่เราสร้างขึ้นได้

ดังนั้น หนทางเดียวที่เราจะสร้างสิ่งใหม่และความเป็นไปได้ใหม่ๆในชีวิตเรา คือการแยกแยะเรื่องราว ออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างที่มันเป็นและยอมรับมันอย่างตรงไปตรงมา ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สมองจะถูกบังคับให้เดินไปในเส้นทางใหม่ที่ไม่ใช่รูปแบบที่ซ้ำเดิมและเราจะมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่เปิดขึ้น เราก็จะประกาศความเป็นไปได้นั้นออกมาเพื่อกำหนดทิศทางที่เราจะเดินและในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเหตุผลก็จะเกิดขึ้นมากมายเพียงเพื่อจะหยุดเรา นอกจากเหตุผลของเราแล้วก็ยังมีเหตุผลของคนอื่นๆด้วยที่จะหยุดเรา สิ่งเดียวที่เราจะทำก็คือการกลับไปเป็นคำพูดของเราที่เราประกาศไว้ และโน้มน้าวผู้อื่นไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่นั้นด้วยกัน

และด้วยวิธีนี่เอง ที่เราจะได้เริ่มใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็นต้นกำเนิดของชีวิตเราเอง เราจะได้รับผิดชอบกับชีวิตไม่ใช่กลไกเอาตัวรอดของสมองของเรา วิธีนี้เองที่เราจะไม่ได้เป็นเครื่องจักรเอาตัวรอด ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราเริ่มต้นแยกแยะเรื่องราวออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น ได้มีโอกาสเป็นตัวเราที่แท้จริงในโลกของความเป็นจริง และได้ใช้ชีวิตที่เรารักอย่างมีพลัง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 10,998 other followers