Skip to content

เราในฐานะการเป็นทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

อาจจะเป็นเรื่องน่าสนใจถ้าได้รู้ว่า ทุกครั้งที่เรากำลังตื่นเต้นไปกับถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาอะไรบางอย่างในจอโทรทัศน์นั้น รูปแบบของระบบประสาท (Neuron Pattern) ของสมองเราในขณะนั้น จะมีรูปแบบเดียวกันกับรูปแบบของระบบประสาทของนักกีฬาที่เรากำลังดูอยู่ ในขณะที่นักกีฬาคนนั้นกำลังเล่นกีฬานั้นๆอยู่

ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Mirror Neuron

การแยกแยะนี้อธิบายความเข้าใจแก่เราได้สองเรื่องก็คือ สิ่งที่เราสร้างขึ้นในฐานะตัวตนของเรา (Being) นั้น สามารถทำให้เกิดพื้นที่ (Clearing or Space) สำหรับผู้คนที่อยู่รอบๆเราได้อย่างไร การที่เรามีประสบการณ์ในการอยู่กับผู้คนรอบตัวเราแบบเต็มที่ (Be with or Out-Here) จนทำให้ผู้คนรอบตัวเรามีการฟัง (Listening) หรือมีสัมผัสประสบการณ์ของตัวเราได้อย่างเต็มที่นั้น เขาและเราก็จะมีปรากฏการณ์ Mirror Neuron นี้ร่วมกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาก็จะเริ่มมีประสบการณ์ทางอารมณ์และความคิดที่สอดคล้อง (Correlated) กับเราไปในขณะที่เราสร้างการเป็นของเรา (Being) ในวินาทีนั้นๆ เป็นไปได้มากที่การโน้มน้าว (Enrollment) จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เกิด Mirror Neuron ขึ้นนั่นเอง

และอาจจะทำให้คำอธิบายของพื้นที่ (Clearing or Space) ในฐานะตัวเราที่เป็นทุกๆสิ่งที่ปรากฏขึ้น (Occurring) นั้น ดูจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและจริงยิ่งขึ้น จากคำอธิบายในปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์นั้น

เขียนขึ้นจากบางส่วนของเนื้อหาที่ได้จากคอร์ส
Being Leader and Exercise Leadership Effectively : An Ontological / Phenomenon Model / Werner Erhard, Micheal Jensen, Steve Zaffron

การค้นหาคนที่เราเป็นที่แท้จริง

ในสมองของเรา มีส่วนของสมองที่เราเรียกว่า Amygdala ที่มีหน้าที่สั่งให้เราทำงานเวลาเราเจอกับอันตราย สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ การทำงานของ Amygdala จะทำงานก่อนที่สมองส่วนหน้า (Cortex) ที่ใช้ในการประมวลผลด้านเหตุและผลจะทำงาน เสมือนกับการ ‘ปล้น’ (Hijack) การลงมือกระทำ (Action) ไปจากการสมองส่วนของเหตุผล โดยการลงมือกระทำนั้น จะทำได้สามอย่างคือ หนี (Flight), สู้ (Fight) หรือ นิ่ง (Frozen) หลายครั้งที่เราเจอกับการเผชิญหน้าทั้งกายภาพและอารมณ์ และเราคิดว่าเป็น ‘ตัวเรา’ ที่ตัดสินใจนั้น มันปรากฏกับผมว่า มันไม่ใช่ ‘ตัวเรา’ ที่ตัดสินใจ แต่เป็นแค่การทำงานอัตโนมัติของสมองที่ไม่ใช่สมองส่วน ‘เหตุผล’ ของเราที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเจอกับสถานการณ์ตรงหน้าแล้วเรามีประสบการณ์อยากจะ ‘หนี’ ‘สู้หรือต่อต้าน’ หรือ ‘นิ่ง’ ไปนั้น ให้แน่ใจได้เลยว่านั่น ‘ไม่ใช่ตัวเรา’ ที่กำลังจะหนี ต่อต้าน หรือ แน่นิ่งไป ตรงนั้น นั่นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่คนที่เราเป็นจริงๆ

ถ้าเราปล่อยให้ปรากฏการณ์ Amygdala Hijack เกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า ระบบประสาท (Neuron) นี้ ก็จะเชื่อมโยงกันแข็งแรงมากขึ้นจนเสมือนว่าเป็นจริงว่าเป็นตัวเราที่สั่งการให้หนีหรือต่อต้าน เหมือนกล้ามเนื้อที่ใช้บ่อยมาก ก็จะแข็งแรงมาก ทันทีทีเรามีการแยกแยะ (distinct) ปรากฏการณ์ตรงนี้ได้ และไม่ลงมือทำสอดคล้องกับการสั่งงานของ Amygdala การลงมือทำของเราก็จะสอดคล้องกับสมองส่วนหน้า (Cortex) แทน และเป็นการลงมือทำที่สอดคล้องกับเหตุและผลที่แท้จริง ที่เสมือนเป็นตัวเรามากขึ้น และถ้าเราฝึกฝนมากพอ ระบบประสาทการตอบสนองของสมองส่วนหน้านี้ ก็จะเอาชนะ Amygdala ได้ และทำให้เราลงมือกระทำจากคนที่เราเป็นจริงๆ ชีวิตจะไม่ได้มีแค่ หนี ต่อต้าน หรือนิ่งเงียบ อีกต่อไป และมีชีวิตที่สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง

เขียนขึ้นจากบางส่วนของเนื้อหาที่ได้จากคอร์ส
Being Leader and Exercise Leadership Effectively : An Ontological / Phenomenon Model / Werner Erhard, Micheal Jensen, Steve Zaffron

ASA Forum lecture 2014 by Duangrit Bunnag

What is Thai, anyway?

What is Thai, anyway?

The few area that we can look at is the ‘Thai’ in our culture is normatively lying in the area that can be describe as our ‘past’ or ‘traditional’ culture and our ‘present’ or ‘contemporary’ culture.

And if we dig deeper in the area of the ‘past’, we could possibly find more and more of the past that we called ‘Thai’ is not actually originated from the geographical locality. Some of our inherit culture could be trace back to several origins, such as India, China or even Cambodia. ‘Thai’ seems to be such an adaptive culture in nature that improvise lots of good deeds from others and adopted as our own. The more we deny this, the more we will get away from the source of being ‘Thai’.

But it will not look good for us to say so that we don’t have such an originality.

But then look again at our ‘present’. Those famous expression of our contemporary culture never lies in straightforward tradition. From the domain of contemporary Thai (only if Thai accept the presence of such a notion), the view of ‘Thai’ from a foreign view had never been about ‘Traditional’. Art, Food, Design, Architecture or Hospitality; these disciplines that became contemporary success had never been about the notion of Thai as a domain of traditional.

But we have been so embraced by our past. Living in the past and traditional of Thai is romantic and beautiful. We are cherished by the past and traditional and we are empowered by them but only as a context. Once we try to go back and live in those context, we are nothing more that an inauthentic imitation. And it had never take us anywhere. Only when we embraced the ‘past’ as our context and we create our ‘present’ from the ‘future’ possibility, then ‘Thai’ will exists in a successful contemporary domain.

So the question of ‘What is Thai?’ has been nothing but nothing.

‘Thai’ is just a meaning we gave. Just a word. And we can assign the meaning to everything that will give us the possible future. And similar to all the languages, it is just a tool that we make things work: A tool for describing the past as much for the tool we create the future. In a way that we use the language to create the future, that language will spontaneously create our present.

We can only create our ‘present’ Thai once we understand the meaning of Thai as a language to the notion of ‘past’ and ‘future’ under the circumstance of the language. As a result, we could then possibility answer ‘What is Thai?’ from the rational that worth the effort. ‘Thai’ is not a culture to the eyes or for the ears. It is only can be explained through experience.

Education as Stretching the Mind by Jamshed Bharucha President, The Cooper Union

Another family of perceptual biases stems from our being social animals (even scientists!), susceptible to the dynamics of in-group versus out-group affiliation. A well known bias of group membership is the over-attribution effect, according to which we tend to explain the behavior of people from other groups in dispositional terms (“that’s just the way they are”), but our own behavior in much more complex ways, including a greater consideration of the circumstances. Group attributions are also asymmetrical with respect to good versus bad behavior. For groups that you like, including your own, positive behaviors reflect inherent traits (“we’re basically good people”) and negative behaviors are either blamed on circumstances (“I was under a lot of pressure”) or discounted (“mistakes were made”). In contrast, for groups that you dislike, negative behaviors reflect inherent traits (“they can’t be trusted”) and positive behaviors reflect exceptions (“he’s different from the rest”). Related to attribution biases is the tendency (perhaps based on having more experience with your own group) to believe that individuals within another group are similar to each other (“they’re all alike”), whereas your own group contains a spectrum of different individuals (including “a few bad apples”). When two groups accept bedrock commitments that are fundamentally opposed, the result is conflict — or war.

Education as Stretching the Mind
Jamshed Bharucha President, The Cooper Union
Source: Edge, World Question Center 2008: What Have You Changed Your Mind About?

http://www.edge.org/q2008/q08_16.html#bharucha

มนุษย์ กับชีวิตในความเศร้าที่แสนจะไร้สาระ และความเหงาก็เช่นกัน

มนุษย์ กับชีวิตในความเศร้าที่แสนจะไร้สาระ และความเหงาก็เช่นกัน

ความรักที่โดดเดี่ยว และความเหงาท่ามกลางผู้คน

ชวนให้สงสัยถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของอารมณ์ความรู้สึก ที่มา ความไร้สาระ และสาระแห่งความไร้สาระนั้น

The Conversation on Truth and Its Domain

We are creating our reality only in the way we could possibly imagine. There is no reality out there for us beyond what is to us known as real. And that would be quite a limited domain.

We always said to believe in truth but we rarely seek for truth. We don’t how much we fall in love with truth only when it is told as a story. Only when we have capacity to distinct story from what had happened, then the truth will be revealed.

We don’t know, what we don’t know.

And we don’t even know that we don’t know.

All we know is just what we know, and everything in our life just occurred under this domain including truth. It’s so small comparing with domain of “Don’t know what we don’t know”. So how stupid we are to fight for this small little world where just in here.

…indeed.

Stop fighting, let’s discovering…

The conversation on Facebook between Duangrit Bunnag and Phongsathorn Laiadon

ความหมายของสรรพสิ่งท่ามกลางทะเลแห่งบริบท

บางทีผมก็สงสัยในวิธีที่เราแยกแยะความดีออกจากความชั่ว ความถูกออกจากความผิด พระเอกออกจากผู้ร้าย และอื่นๆที่คล้ายกัน
ในวิธีที่เราจะวัดความดีชั่วถูกผิดออกจากกัน เราต้องมีการ’วัด’ (measure) ในวิธีการใดวิธีการหนึ่งเสมอ เช่น การฆ่าสัตว์เป็นการกระทำผิดในสังคมหนึ่ง แต่ก็อาจเป็นกีฬาในอีกสังคมหนึ่ง การฆ่าคนมีความผิดตามกฎหมาย แต่การฆ่าศัตรูของทหาร กลับกลายเป็นวีรบุรุษ
ในการกระทำเดียวกัน ถูกหรือผิด เป็นไปได้ทั้งนั้นใน’บริบท’ (context) ที่แตกต่างกัน
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ‘การกระทำ’ (action) ที่เป็นเหตุของความถูกผิดนั้นไม่มีจริง มีแต่ ‘การกระทำ’ ที่อยู่ใน ‘บริบท’ เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าสิ่งใดคือถูกหรือสิ่งใดคือผิด ซึ่งนั่นก็ทำให้ความคิดอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่า ถูกหรือผิด ไม่ได้คงอยู่แบบถาวรและตายตัว และไม่เคยมีอะไรจริงในสิ่งที่ถูกหรือผิดนั้น
ถูกหรือผิด ดีชั่ว ล้วนเป็นความหมายที่เราให้จากการกระทำที่กำเนิดขึ้นภายในบริบทนั้นๆ
ถ้าเรามองจากมุมมองที่ต่างกัน บริบทที่แวดล้อมการกระทำนั้นก็จะต่างกัน การตัดสินถูกผิดชั่วดีก็จะต่างกัน และนี่คือสาเหตุสำคัญที่มนุษย์ห้ำหั่นกันด้วยเลือดเนื้อและชีวิตในสงคราม เพื่อแลกกับความถูกต้องซึ่งเป็นความหมายที่ให้กับการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นในบริบทของมุมมองของตน และมันก็เป็นเช่นนี้มาหลายพันปี มากพอๆกับการดำรงอยู่ของมนุษย์
มนุษย์ ไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าเครื่องจักรที่ให้ความหมายกับทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์
และมนุษย์ ก็ไม่เคยเห็นเลยจริงๆว่า ในโลกของสรรพสิ่งที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น มันไม่เคยมีอะไรที่มีอยู่จริง ทุกอย่างที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริง มันคงอยู่ได้เฉพาะในภาษาและความหมายที่เราให้กับมันเท่านั้น

ลองล่องยะลา

ผมได้เดินทางลงไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเองเมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างได้คุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ผมได้เห็นความเป็นไปได้ว่า หากเราสามารถทำให้เศรษฐกิจในชุมชนในสามจังหวัดชานแดนภาคใต้ดีขึ้นได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ชาวบ้านจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจะมีชาวบ้านที่ไปร่วมกันก่อเหตุความรุนแรงน้อยลง หลายคนที่ทำลงไปไม่ได้มีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิดหรือทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความยากจนด้วยที่ทำให้เขาไม่มีจุดยืนในสังคม และต้องยืนมาจากความขัดแย้งเพื่อให้เขาสามารถคงอยู่ในสังคมได้

โครงการลองล่องยะลา เป็นโครงการเล็กๆ เรามีกัน 18 คนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันที่จะนำความสงบสุขมาสู่ดินแดนแถบนี้ โดยการทำในสิ่งที่เรารัก นั่นคือการถ่ายรูป พวกเราเป็นชุมชนที่ประกอบไปด้วยสถาปนิก นักออกแบบ เจ้าของกิจการ ข้าราชการ web blogger นักข่าว ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ และ ช่างภาพอาชีพ ที่มารวมกันเฉพาะกิจเพื่อลงไปถ่ายรูปในเมืองยะลาระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2556 โดยรูปที่เราถ่ายเป็นการถ่ายภาพแนว Street Photography เพื่อเปิดเผยให้เห็นมุมมองของเมืองยะลาที่สวยงาม มีชีวิตชีวา และน่าสนใจ ใน 1 วัน และเราจะคัดเลือกรูปเหล่านั้นมา 100 ภาพ เพื่อนำมาแบ่งปัน 1,000 ครั้ง ในสื่อ Social Network ต่างๆ และนำรูปดังกล่าวมาจัดนิทรรศการ เพื่อโน้มน้าวและสร้างการปรากฏใหม่ของยะลา ในฐานะเมืองท่องเที่ยวแบบทางเลือกของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม แบบเดียวกับที่ปาย หลวงพระบาง หรือ เชียงคานเคยถูกสร้างมาในอดีต ซึ่งเราเชื่อว่าอิทธิพลของสื่อ Social Network ต่างๆในปัจจุบันสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก และเมื่อกระแสความนิยมดังกล่าวถูกสร้างขึ้น การท่องเที่ยวในยะลาก็จะดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจของเมืองดีขึ้น และเป็นต้นกำเนิดที่จะนำความสงบสุขมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

Duangrit Bunnag at TEDxChiangMai 2013

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 11,603 other followers