Skip to content

เรื่องจำเป็น (จริงๆ)

เพื่อนคนไทยที่อังกฤษ เป็นคนสัญชาติอังกฤษที่เปิดร้านกาแฟเล็กๆอยู่แถวเลยใจกลางลอนดอนไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นเขตที่พรรคแรงงานได้รับความนิยมอยู่พอตัว ผลการเลือกตั้งของอังกฤษที่เพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆโดยปรากฏว่าพรรคอนุรักษ์นิยมได้ชัยชนะไปอย่างไม่เป็นที่สบอารมณ์เท่าไหร่ เพื่อนเธอก็เลยขึ้นป้ายหน้าร้านว่า ถ้ามีลูกค้าคนไหนลงคะแนนเลือกพรรคอนุรักษ์นิยมไปเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาให้บอกด้วยตอนซื้อกาแฟ เธอจะคิดเงินเพิ่ม 10% เป็นการตอบแทนที่พรรคอนุรักษ์นิยมมีนโยบายขึ้นภาษี เอื้อคนรวย ตัดขาคนจนมาโดยตลอด เธอก็ทำไปด้วยความเจ็บใจแบบขำๆ เอาฮา แต่หนังสือพิมพ์ชื่อดังทั้ง Evening Standard และ Independent เห็นว่าความฮานี้ไม่ควรอยู่แค่ในท้องถิ่น จึงพากันลงข่าวหน้าหนึ่งกันอย่างสนุกสนาน จนคุณเธอกลายเป็นเซเลปไปชั่วขณะ และร้านกาแฟของเธอก็มีทั้งคนรักและคนเกลียดอย่างมากมายพร้อมๆกันในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

คือ เธอเป็นคนไทยนะครับ บังเอิญเพิ่งได้สัญชาติอังกฤษเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
เรื่องตลกที่เจ็บปวดก็คือว่า ถ้าเธอทำอะไรประมาณนี้ในประเทศไทยตอนนี้ ชีวิตเธออาจจะลำบากได้มากกว่านี้มาก อาจจะโดนเรียกไป’ปรับทัศนคติ’กันหลายสัปดาห์ และก็จะมีคนก่นด่าเป็นประเด็นการเมืองกันรุนแรงไปชั่วลูกชั่วหลานทีเดียว
มานั่งคิดแล้วก็ให้เศร้าใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าประเทศไทยของเราเดินทางมาถึงตรงนี้ได้ยังไง ประเทศที่คำว่า’ไทย’หมายถึงอิสรภาพ แต่เรากลับพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่ากรอบที่เขากำหนดให้พูด ประเทศที่กระทรวงวัฒนธรรมกลายเป็นตำรวจวัฒนธรรมโดยทำให้เราเชื่อว่าการเห็นนมของผู้หญิงแปลว่าลามกถึงขีดสุดและการใส่ชุดไทยอาทิตย์ละหนึ่งวันแปลว่าคุณรักชาติและมีวัฒนธรรม เรากลายเป็นประเทศที่กลัวการคอรัปชั่นจนยอมที่จะเป็นทาสของทหารอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนยอมให้เขาซื้อเรือดำน้ำที่ไม่มีวันดำได้มิดในอ่าวไทย และยอมให้เขาจัดประมูลการก่อสร้างรถไฟฟ้ากันหลายแสนล้านแบบไม่ต้องพูดกันเรื่องความโปร่งใส รวมทั้งรถไฟความเร็วสูงที่เคยถูกห้ามทำเพราะถนนลูกรังยังทำไม่เสร็จ ตอนนี้ถนนลูกรังก็เกิดจะแล้วเสร็จกันอย่างกระทันหัน เรายอมให้ข้าราชการขึ้นมาปกครองประเทศและขึ้นภาษีกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่มีปัญญาหารายได้อย่างอื่นให้กับประเทศ และประชาชนคนยากจนก็โดนรีดกันไป เรากลัวคอรัปชั่นและก็ด่านักการเมืองอย่างโหดร้ายว่าเป็นตัวการของการคอรัปชั่นทั้งมวล โดยลืมดูความจริงไปว่า การคอรัปชั่นมากกว่าครึ่งนั่นเกิดขึ้นในระบบราชการ และระบบของการเมืองนั่นแหละ ที่สร้างสมดุลให้ข้าราชการโกงได้น้อยลง เราเดินทางมาถึงจุดที่ทุกคนไม่เอานักการเมืองเพราะโกง แต่ถ้าข้าราชโกง อันนี้ไม่เป็นไร ให้เขาโกงไปได้ ปล้นกันได้ทั้งประเทศเลย เอออันนี้ก็แปลกดี
เราเดินทางมาถึงจุดที่ใครซักคนก็จะเอารัฐธรรมนูญมาฟาดหัวเราโดยไม่ต้องทำประชามติ ไม่ต้องสนใจว่าเราคิดเห็นอย่างไร เพราะเราเป็นประชาชน เราโง่และไร้สมองในสายตาของพวกเขา ถ้าเราออกความเห็นคัดค้าน ก็แปลว่าเราสนับสนุนให้นักการเมืองเข้ามาโกง 
เออ ช่างเป็นไปได้ 
เราเดินทางมาถึงจุดที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นใครก็ได้ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการขายคะแนนเสียงของประชาชน แต่เอื้อให้ซื้อขายกันโดยตรงในรัฐสภา รัฐธรรมนูญที่ทำให้เราได้เลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่ก็เลือกได้เฉพาะคนที่เขาเลือกมาให้ รัฐธรรมนูญที่สร้างอำนาจการปกครองสูงสุดให้อยู่ในมือคนกลุ่มนึงที่เรียกตัวเองว่าสมัชชาคุณธรรม ที่มีอำนาจสูงกว่าอำนาจอธิปไตยทั้งสาม แต่ไม่ได้บอกที่มาไว้ตามรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นใครมาจากไหน และที่สำคัญถ้าคนเหล่านี้ไร้คุณธรรมขึ้นมา เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เราเดินทางมาถึงปลายสุดของโลกในอุดมคติ ที่มีผีห่าคอรัปชั่นคอยหลอกหลอนอยู่ และเราต้องยอมจำนนว่ามันไม่วิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วที่จะกำจัดนักการเมืองคอรัปชั่นนอกจากให้ข้าราชการประจำขึ้นมาคอรัปชั่นแทน และรีบซื้อเรือดำน้ำในขณะที่ซื้อได้
ผมเสียดายจริงๆครับ ถ้าเพื่อนผมคนนี้อยู่ในเมืองไทยตอนนี้ เธอคงมีเรื่องสนุกๆให้ทำเยอะ เธอคงมีช่องทางในการแสดงออกแบบลิเบอรัลอันเป็นที่ต้องห้ามในประเทศไทยให้เราได้ฮากันอีกมากมาย มากที่สุดที่เราทำได้ตอนนี้ก็แค่นั่งหัวเราะทั้งน้ำตากับความไร้สาระของประเทศนี้ แล้วก็จุดธูปไหว้ทหารกันผีคอรัปชั่นกันต่อไป แล้วก็พูดจาดูถูกแนวคิดแบบลิเบอรัลเพื่อให้ตัวเองดูดี รวมทั้งเหยียดหยามนักการเมืองต่อไปราวกับเป็นมะเร็งร้ายของสังคม ที่แน่ๆ ถ้าเพื่อนผมคนนี้ได้มีโอกาสแสดงออกเช่นว่าในประเทศนี้จริง ก็จะไม่มีข่าวลงในสื่อใดๆเลยแม้แต่ฉบับเดียว เพราะรัฐบาลทหารของเราเชื่อว่า ประชาชนควรจะรับรู้ข่าวสารเฉพาะที่ข่าวนั้นไม่สร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลเท่านั้น
และเราก็ยังอยู่กันได้แบบนั้นนะ ว่าไม่ได้นะ ถ้าว่าก็แปลว่าคุณเป็นพวกอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายคนโกงและคอรัปชั่น แต่เรื่องซื้อเรือดำน้ำนี่มันจำเป็นจริงๆ 
ให้ตายเถอะครับ นี่ผมขำจะขาดใจอยู่แล้วเนี่ย ไม่มีใครขำเลยหรือครับ

ว่าด้วยวัฒนธรรม

  ตื่นขึ้นกลางดึก เปิดทีวีช่อง BBC 2 เจอรายการ Great Guitar Riff เลยนั่งดูภาพการแสดงสดเก่าๆของ The Kinks, The Rolling Stones ไปจนถึง Jimi Hendrix แล้วก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมอังกฤษถึงได้มีรากของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่แข็งแรงมาก นำไปต่อยอดสร้างงานสร้างสรรค์ใหม่ๆได้มากมาย เพราะประเทศนี้ให้เกียรติกับวัฒนธรรมในทุกๆยุคสมัย เด็กยุคใหม่สามารถเขื่อมโยงตัวเองเข้ากับรากทางวัฒนธรรมได้กับทุกๆยุคโดยไม่มีใครมาตัดสินถูกผิดให้ และเป็นอิสระที่จะเลือกบริโภควัฒนธรรมมาเป็นบริบทในการสร้างงานของตน ก็เลยมานั่งคิดว่านี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมควรจะทำ ในการนำเสนอวัฒนธรรมให้กับประชาชนในฐานะบริบทที่เลือกเองได้ เพื่อให้เป็นรากในการสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับตัวเองและสังคม น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น กระทรวงวัฒนธรรมกลายเป็น’ตำรวจ’ทางวัฒนธรรมที่คอยดูไม่ให้ใครนุ่งสั้นหรือโชว์นม เมื่อไหร่ออกไปเซ็นเซอร์ภาพฝาผนังรอบวัดพระแก้วหรือตัดต่อวรรณกรรมของสุนทรภู่ใหม่เอาตอนที่หวาดเสียวออกที่ผมคงนั่งขำแบบน้ำตาท่วมอยู่บ้าน ในขณะที่ใส่ชุดไทยอาทิตย์ละหนึ่งวันเพราะโดนบังคับให้เชื่อว่านี่คือวัฒนธรรม

ROLLIN’ BY THE RIVER / FORM Magazine / 2015 -02

The resuscitation of old and abandoned buildings on the bank of the Chao Phraya gave architect Duangrit Bunnag  of DBALP a chance to jumpstart a gentrification on either side of the mighty river. MARK  PHILIP HAYES takes five with the renowned architect at the Jam Factory.

I CAME TO KNOW ABOUT BANGKOK ARCHITECT DUANGRIT BUNNAG from a friend and fellow architect in Singapore. I had been searching for notable design projects that reท purposed or adaptive1y re-used existing structures and Bunnag’s Jam Factory seemed a perfect example.

Opened in December 2013, The Jam Factory is an oasis of what the architect refers to as art+design culture. The collection of old and abandoned warehouse and factory buildings is in a low-rise working-class neighbourhood of Khlong San, on the rather unfashionable and less visited side of the Chao Phraya River. I should say ‘formerly’ unfashionable; new luxury high-wrises are under construction nearby and the site sits in the shadow of the Millennium Hilton where the 360 Rooftop Bar has a stunning view of the Bangkok skyline on the other side of the river. In the same way that some of the best views of Manhattan are from the New Jersey side of the Hudson, new towers in Thon Buri will boast the best views of Bangkok. As modern Bangkok matures and real estate values climb, property values along the riverfront in Thon Buri are also rising. The longstanding low-rise character of the area is surely beginning to change as Bangkok once again turns toward the Chao Phraya River.

Bunnag does not view himself as a ‘sustainability’ architect and eschews labeIling himself or his firm ‘green’, For him, to boast of being an architect practicing sustain ability is like a person who goes around town drawing attention to the fact that he breathes air or is in possession of a beating heart. Amongst the public and even amongst ourselves, what sometimes goes missing is the understanding and remembering that it is in fact part of our DNA as architects to want to create sustainable, energy-efficient buildings that respond to climate and that are location specific.

As we began discussing the process of creating this project, the architect was quick to point out that he has no specific process for creation. A specific process would imply a repeated strategy from the past and in his own practice; Bunnag would prefer, in the moment of creating new possibilities, to treat each new project as a blank. slate, wiping away preconceived ideas about the final result and not being bound by the successes and failures of the past. The project becomes about the context in which the architect finds himself. As he put it to colleagues at the Association of Siamese Architects Forum in 2014, “Working and responding to ‘context’ makes the work easy. The work becomes less about what you ‘want’ it to be, but rather what is best in that condition.” 

In 2012, Bunnag’s design firm, DBALP, was in the process of seeking a new office space. In conversation with a college friend from his years at Chulalongkom University, he found out about a parcel of land that she owned, since abandoned and had fallen into disrepair. For various reasons, including preservation of views and maintaining a local scale in proximity to her own home, the owner didn’t want to tear down the existing structures, and so invited Bunnag to take a look at the property and see what the possibilities might be. As he walked through the ramshackle collection of old factory buildings and throw-away shanty shelters that included a warehouse, an ice factory, a battery factory and a pharmaceutical laboratory, he began to see the possibility for a complex that could become, with his office as an anchoring force, a centre of art and design culture in a neighbourhood of shops, low-rise homes, schools and the occasional abandoned government building – the old customs house, for example.

Bunnag and Jam Factory magazine co- founders Nontawat  Charoenchasri and Sirima Chaiprechawit initiated a monthly publication that takes the Jam Factory into the area of ideas, spreading design culture and the Jam Factory brand beyond the physical confines of brick and-mortar. 

Taking into account context – all existing conditions, including existing structure, neglected and crumbling buildings, as well as budgetary limitations – the development keeps an open eye toward possibilities. The design process is what the architect likes to call a dance: That dance embraces, improvises and constantly moves with the particularities of the project. Everything is context and every consideration is a dance partner. When asked if there was one part of the context that he found most challenging, Bunnag claims that he had to dance the hardest in the financial aspects of the project. It is perhaps fitting that his office occupies the former battery factory on the site – the energy seems to flow from there.

Bunnag attributes the success of Jam Factory to what he calls its authenticity. “People are fascinated and they fall in love with ‘authenticity’ and ‘with dancing’. It doesn’t get more real than this. Concrete floors, burnished and stained walls, and exposed structure create a pretty down-to-earth environment that is devoid of any kind of superficiality. Bunnag is we]] known for the simplicity of his design, which certainly does not lack. complexity. Sometimes the details that go into leaving something exposed are the most challenging. To Bunnag, it is analogous to haw one may fan in love with a beautiful woman precisely because she is not the kind to bother wearing makeup.

An extensive array of architectural models adorn the entry to the office that speak to the importance of what the architect calls ‘enrolling’ the client in the possibilities of the work. One where the client finds their needs met as a matter of course, but one in which the architect guides and inspires the client to the most creative and well thought out solution possible. A drum set sits in the corner ready to be played, as if I jam session could lake place on any given afternoon with Khun Duangrit and his team.

At Candide Books and Cafe, clusters of students, artists, writers and art-inclined people spend hours a day sipping coffee and tapping on their laptops and smartphones. Outside, the architects removed clusters of makeshift utility buildings and houses that used to occupy the space between the factory buildings and revealed an ancient tree in the complex that the property owner didn’t even realise was there. The during out of non-essential impromptu structures created a clearing for possibilities and revealed site amenities like the lawn that were unknown beforehand. An almost monastic environment for contemplation, study and quiet conversation makes for pleasant afternoon in the shade of the old trees.

At Never Ending Summer, the complex’s critically well-received restaurant, without walls counters and pass-throughs, the true nature of the space is maintained. The kitchen buzzes behind a full height glass partition with the Chef and crew preparing improvised riffs on the architect and his partner’s favourite childhood family recipes. Salvageable walls were maintained and bear the marks and stains of the building’s history. A new insulated metal roof was added to the repaired structural framework.

In an age when we consume so much raw material and energy through sheer wastefulness, laziness and, 1 dare to say, only occasional genuine need, adaptive re-use of existing structures can be a rewarding and resource saving exercise resulting in exciting and re-energised urban spaces.

Not only do such projects save raw materials and resources, they also save money in a way that is not often discussed. They salvage and sustain the vanishing cultural life and liveable scale of our communities. By looking honestly and clearly at context, the particulars of a given situation and designing from a point of clarity, without preconception or looking back, architects and their clients can create exciting new possibilities. 

ลองล่องยะลา ฮาลาบาลา สัมภาษณ์ใน TPBS

บทสนทนาแห่งการโน้มน้าว (Enrollment Conversation)

บทสนทนาที่ผมมีกับนักศึกษาสถาปัตย์ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม น่าสนใจดีครับ

เขาถามผมว่าผมมีคำแนะนำอะไรให้กับวิทยานิพนธ์ของเขาบ้าง ผมถามพวกเขาว่าอะไรคือความตั้งใจใน’เกมส์’ที่เขามีสำหรับวิทยานิพนธ์ของเขา ถามว่าเขาทำวิทยานิพนธ์ไปทำไม ทุกคนตอบว่าทำเพื่อให้เรียนจบ มีบางคนบอกว่าทำเพิ่อให้ได้ความรู้อยู่บ้าง ผมก็ถามว่าได้ความรู้แต่เรียนไม่จบเอามั้ย เขาก็ไม่เอา สรุปคือทุกคนทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้เรียนจบ และทุกคนก็ชัดเจนตรงนั้น ผมบอกพวกเขาว่าถ้าเขาชัดเจนกับ’เกมส์’ที่เขาเล่น มันก็เป็นไปได้ที่เขาจะชนะ’เกมส์’นั้น ทุกคนชัดเจนในตอนนั้นว่าการทำวิทยานิพนธ์ก็คือความตั้งใจที่จะ’เรียนจบ’และนั่นคือ’เกมส์’ของวิทยานิพนธ์ และเขาต้องการความเป็นไปได้ที่จะ’100%จบ’ ไม่ใช่ 80% หรือ 50%

ผมถามเขาว่า แล้วเขาต้องลงมือทำอะไรบ้าง หรือทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาชนะเกมส์นี้ นักศึกษาคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ควรจะตามใจอาจารย์ที่ปรึกษาไป ท่านบอกให้ทำอะไรก็ทำตามทุกอย่าง อันนั้นจบแน่ 100% ผมก็ถามว่าก็ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาดูแบบแล้วอยากให้เราเลี้ยวขวา แต่เราอยากเลี้ยวซ้าย แล้วเราก็ทำแบบเลี้ยวซ้าย เราจะจบมั้ย พวกเขาก็ชัดเจนว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่จบ เพราะอาจารย์ที่ตรวจวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเราจะไม่เห็นด้วยกับแบบที่เราทำ หรืออาจจะ’ให้จบ’ แต่มันก็จะไม่ ‘100%จบ’ ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน ถ้าอาจารย์บอกให้เราเลี้ยวขวาแล้วเราก็ตามใจอาจารย์เลี้ยวขวาไป ก็ไม่ใช่’100%จบ’เพราะอาจารย์ที่ตรวจที่ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา อาจจะคิดว่าเลี้ยวซ้ายดีกว่าก็ได้ พวกเขาชัดเจนว่า ไม่ว่าจะ’เชื่อฟัง’หรือ’ต่อต้าน’อาจารย์ ก็ไม่ได้ทำให้เขาอยู่ใน’เกมส์’ที่จะทำให้เขา’100%จบ’ และเขาก็ไม่ควรไปกังวลตรงนั้น และเริ่มมองหาวิธีของการลงมือทำที่จะทำให้เขาอยู่ในเกมส์ที่จะทำให้เขาจบแบบ ‘100%จบ’

พวกเขาก็เริ่มบอกว่า ถ้าพวกเขามีความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ มันอาจจะทำให้พวกเขามีโอกาสจบแบบ ‘100%จบ’ ได้ ผมก็เห็นด้วยว่าจริง แต่โอกาสที่เราจะรู้ ‘ทุกอย่าง’ เกี่ยวกับโครงการที่เราทำนั้น มันเป็นไปได้มากแค่ไหน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการที่เราจะรู้ ‘มาก’ ไปกว่าอาจารย์นั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก ถ้าสิ่งที่เรารู้มันนำไปสู่การตัดสินถูกผิด อันนั้นก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น และไม่ทำให้เราไปอยู่ในเกมส์ที่ว่า ‘100%จบ’ นี่แน่ๆ ความรู้ที่มากขึ้น หรือความรู้ที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ มันก็ไม่ได้พาเขาเข้าไปในเกมส์ที่เขากำลังเล่นอยู่

ผมแนะนำให้เขารู้จักกับบทสนทนาแห่ง ‘การโน้มน้าว’ (enrollment conversation) ซึ่งไม่ใช่การชักจูงหรือหลอกล่อ แต่เป็นการสร้าง ‘โลก’ หรือ ‘อาณาจักร’ ของโครงการของเขาให้ปรากฏขึ้นตรงหน้าในบทสนทนา ในวิธีที่ผู้ฟังจะถูกโน้มน้าวให้เกิดแรงบันดาลใจ ผมโน้มน้าวพวกเขาให้เห็นภาพโครงการ The Naka Phuket โดยการทำให้เขาเห็นภาพห้องพักแบบวิลล่า ที่ยื่นออกมาจากภูเขา ส่วนของห้องนอนที่ลอยอยู่ในอากาศและยื่นออกมาจากอาคารลอยอยู่เหนือเนินเขาด้านล่างและมองเห็นทะเลได้จากกระจกใสที่อยู่โดยรอบห้องนอนนั้น ผมถามว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นไปกับภาพที่ผมสร้างขึ้นตรงหน้าในบทสนทนานี้หรือไม่ ทุกคนในห้องยกมือครบทุกคน ผมบอกพวกเขาว่า และถ้าคุณทำแบบเดียวกันได้ อาจารย์ที่ตรวจวิทยานิพนธ์พวกคุณก็จะยกมือครบทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครตัดสินว่างานของคุณถูกหรือผิด แต่พวกเขาจะถูกโน้มน้าวเข้าไปในความเป็นไปได้ที่คุณสร้างขึ้น และเกิดแรงบันดาลใจเช่นกัน และนี่เป็นการลงมือทำแบบเดียวที่ผมรู้ที่จะทำให้คุณอยู่ในเกมส์แบบที่ ‘100%จบ’

ผมถามพวกเขาว่า เขาอยากจะลอง’โน้มน้าว’ผม ให้ผมเข้าไปสู่โครงการของเขาบ้างหรือไม่ และก็มีหลายคนได้ลองทำ พวกเขาค้นพบว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิด และพวกเขามักจะหลุดจากบทสนทนาการโน้มน้าวไปที่ ‘การอธิบาย’อยู่ตลอดเวลา ผมทำให้พวกเขาเห็นว่าการอธิบาย ไม่ได้ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจ และเป็นประสบการณ์ความ’หนัก’ของผู้พูดในการที่ต้องอธิบาย และเป็นประสบการณ์ของการ’ตัดสิน’สำหรับผู้ฟัง ผมได้ทำให้เขามีประสบการณ์ในการ’โน้มน้าว’และไม่ใช่การอธิบาย เขาพูดและมีการเชื่อมโยงกับคนฟัง เต้นรำไปกับสิ่งที่เขาสร้างขึ้นในฐานะความเป็นไปได้ของโครงการ พวกเขาตื่นเต้นกับบทสนทนาที่เขาสร้างขึ้นในวิธีที่ทำให้เขาและทุกคนในห้องมีชีวิตชีวา

น้องนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งดูเป็นคนที่เงียบขรึมและไม่มั่นใจในตัวเองคนหนึ่ง ลุกขึ้นยืนขึ้นมาอาสาที่จะทดลองโน้มน้าวโครงการของเธอบ้าง มันเป็นความมหัศจรรย์สำหรับผมที่ผมได้เห็นเธอพลิกไปเดี๋ยวนั้น เธอดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันทีที่เธอเริ่มต้นบทสนทนาโน้มน้าวเกี่ยวกับโครงการของเธอ เธอเบิกบานมีชีวิตชีวา และสร้างภาพของโครงการเธอให้พวกเราเห็นตรงหน้าอย่างน่าตื่นเต้น และเมื่อผมถามทุกคนในห้องว่ามีใครถูกโน้มน้าวบ้าง ทุกคนยกมือกันเกือบเต็มห้อง ผมถามเธอว่าเธอมีประสบการณ์อย่างไรบ้าง เธอบอกว่าเธอสนุกสนาน เบา ไม่กดดัน และตื่นเต้นไปตลอดเวลาที่เธอโน้มน้าว ผมถามว่าตอนที่เธอโน้มน้าวนั้น มีส่วนไหนของโครงการที่เธอ’ติด’หรือโน้มน้าวไม่ได้มั้ย เธอบอกว่ามีตรงถนนทางเข้าโครงการที่เธอโน้มน้าวไม่ได้เพราะเธอไม่ชอบมัน ผมบอกว่านั่นแหละคือคำแนะนำที่ผมมีให้สำหรับแบบของคุณ ผมทำให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาสามารถสร้างคำแนะนำสำหรับแบบของตัวเองได้ตลอดเวลาจากการที่พวกเขาโน้มน้าวผู้อื่นเข้าไปในความเป็นไปได้ที่เขาสร้างขึ้นสำหรับโครงการของพวกเขา และมันก็เป็นวิธีที่ทรงพลังมากกว่าการตรวจแบบของอาจารย์ที่ปรึกษาเสียอีก ถึงตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าบทสนทนาที่พวกเขามีมาก่อนหน้านี้ว่าควร ‘ตามใจ’ อาจารย์ที่ปรึกษาหรือไม่ในการทำวิทยานิพนธ์นั้น มันน่าขบขันสิ้นดี

พวกเขาเริ่มกลับมาตื่นเต้นกับการทำวิทยานิพนธ์กันอีกครั้งจากความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะอยู่ในเกมส์ ‘100%จบ’ จากบทสนทนาของการโน้มน้าวที่ให้แรงบันดาลใจสำหรับพวกเขาและผู้อื่น และเริ่มเห็นความเป็นไปได้ที่เขาจะจบแบบ 100% และเป็นสถาปนิกที่ยอดเยี่ยมในอนาคต

พูดถึง ลองล่องยะลาฮาลาบาลา

And You Missed Them All

At the pinnacle of life, you see everything and you know everything. All seem clear and problem disappear. But the experience is quite rare and no one could possibility be with you for real. When you need someone to talk to, suddenly you are already know that, from now on, you will possibly be on all your own.

And you missed them all.

From time to time, you will plunge into the darkness, deeper than the deepest. You would wish that only one particular soul will pull you up from the abyss. And then you loose your last grip, all in the blink. Falling and falling, you are: lost in the morning sun where the night has kissed the dawn goodbye.

You found yourself in another world. Another place to go. Another life to live. It will all be only silence and the sound of nothingness. As you and the universe collided, you will definitely live on with power. Still on the pinnacle of life. You power is endless. Your darkness is inevitable. Your dream is gone. And your life lives on. An eternity is near.

ความเกรงใจในฐานะรูปแบบของการควบคุมสังคมผ่านวัฒนธรรม

ทั้งหมดต่อจากนี้ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าลองแบ่งประวัติศาตร์วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมไทยออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475) เราจะพบว่ามี’วัฒนธรรมไทย’หลายอย่างที่เพิ่งถือกำเนิดและถูก ‘ออกแบบ’ ขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากการปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาเป็นทหาร และรอยต่อของ 2 ยุคสมัยนั้นก็ถูกกลบเกลื่อนไปอย่างไร้ร่องรอย จนเรามองแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยยุค ‘ก่อน’ และ ‘หลัง’ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ใช่ครับ ถ้าจะพูดให้ชัดเจน ก็คือในปี พ.ศ. 2475 ทหารยึดอำนาจการปกครองไปจากพระมหากษัตริย์ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เสมือนถูก’จับ’เป็นตัวประกันมาโดยตลอดจากสถาบันทหาร สถาบันทหารรับใช้สถาบันกษัตริย์และจงรักภักดี ก็เพื่อความจำเป็นที่จะใช้สถาบันกษัตริย์เป็นโครงสร้างที่ยึดเหนี่ยวประชาชนทั้งประเทศไว้ภายใต้การควบคุม ด้วยความจริงที่ว่าทหารไม่มีทางจะเอาชนะความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาได้ โครงสร้างของสถาบันกษัตริย์จึงถูก’ออกแบบ’ขึ้นใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันกษัตริย์ยังจะคงอยู่ในฐานะสถาบันที่ยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน แต่ก็จะถูกควบคุมโดยสมบูรณ์จากทหาร โครงสร้างของ’องค์มนตรี’ จึงได้ถูกกำหนดขึ้น ไม่ใช่เพื่อรับใช้สนองงานเบื้องพระยุคลบาท แต่เพื่อ’ควบคุม’ให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้การปกครองขององค์มนตรี ซึ่งก็คือคณะบุคคลนายทหารนั่นเอง

และเมื่อ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 เริ่มมีความตั้งพระราชหฤทัยที่จะเป็นอิสระจากการควบคุมนั้นโดยการประกาศที่จะสละราชสมบัติเพื่อลงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และให้ ล้นเกล้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์แทน พระปรีชาสามารถของล้นเกล้ารัชกาลที่ 8 นั้นย่อมก่อให้เกิดความพรั่นพรึงต่อคณะนายทหารในขณะนั่นอย่างมากเนื่องด้วยเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า หากพระมหากษัตริย์หนุ่มที่เป็นที่รักของประชาชนลงเลือกตั้งในขณะนั้น ท่านต้องทรงชนะการเลือกตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย และอำนาจของทหารจะจบสิ้นลง ท่านจึงได้ถูกลอบปลงพระชนม์จากคณะนายทหารในขณะนั้นและผู้บงการก็ไม่เคยถูกจับได้และลงโทษอย่างแท้จริง กลายเป็นคดีที่ลึกลับดำมืดที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

จากบริบทของสถานการณ์ในสังคมไทยในยุคสมัยนั้น จะทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า มากแค่ไหนที่สถาบันทหารในฐานะผู้ปกครองประเทศไทยโหยหาอำนาจที่จะ’ควบคุม’ทุกสิ่งทุกอย่าง และในบรรดากลไกลเหล่านั้นก็คือสร้างโครงสร้างการควบคุมผ่านวัฒนธรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น โดยมีนัยยะเดียวเพื่อการ’ควบคุม’

ในหลังปี พ.ศ. 2475 นั้น ประเทศไทยเพิ่งจะเลิกทาสไปได้ไม่กี่ชั่วอายุคน วันที่รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาสนั้นขณะนั้นเรามีจำนวนทาสอยู่ในประเทศกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ การเลิกทาสของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้นเป็นพระอัจฉริยภาพโดยแท้ เพราะได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า หากยังให้มีระบบทาสต่อไปในไม่ช้าทาสจะมีจำนวนมากขึ้นเกินกึ่งหนึ่งของประเทศและยากต่อการควบคุม การตัดสินใจเลิกทาสจึงเป็นแนวคิดเดียวที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดกลียุคขึ้นในประเทศในภายหลัง เมื่อครั้งที่คณะทหารขึ้นมาปกครองประเทศนั้น คนไทยจำนวนมากที่สืบเชื้อสายเป็นลูกหลานทาสก็ยังมีอยู่มาก วิธีต่างๆทางวัฒนธรรมจึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อแบ่งแยกชนชั้นและทำให้เกิดโครงสร้างทางการปกครองสังคมในแบบ’ทหาร’เกิดขึ้น และปฏิบัติไปในวิธีพิศดาร เช่น การกำหนดให้คนไทยสวมหมวก (มาลานำไทย) เพื่อผลลัพธ์ทางสังคมในการแบ่งชนชั้นที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่มีฐานะสามารถหาซื้อหมวกสวมได้ กับคนที่สืบสายมาจากไพร่ที่ยากจนเกินกว่าจะหาหมวกมาสวมได้

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ถูกออกแบบมาในช่วงนั้น และเราก็อาจจะหลงลืมกันไปจนนึกว่าเป็นวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของเราก็คือคำว่า ‘เกรงใจ’ ซึ่งเริ่มต้นมาจากประโยคที่ว่า ‘ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี’ คำว่าเกรงใจนี้ ไม่ได้เป็นวิธีคิดที่มีความหมายมาแต่แรกเดิมในวัฒนธรรมภาษาใดๆในโลก ภาษาอังกฤษ หรือจีน ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้มีคำแปลโดยตรงกับคำๆนี้ ในเชิงภาษาศาสตร์ก็ช่างน่าสงสัยให้ค้นคว้าต่อไปว่า กำเนิดของ’ความเกรงใจ’นี้ มันอยู่ในรากของวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมตั้งแต่สมัย ‘ใครใคร่ค้าม้า ค้า’ หรือเพิ่งจะมาถูกบัญญัติขึ้นในสมัยหลัง เพื่อให้รากของการควบคุมทางวัฒนธรรมมันหยั่งลึกอยู่ในสังคมไทย เพื่อให้การปกครองนั้นดำเนินไปโดยง่าย

ผลลัพธ์เดียวทางสังคมที่’ความเกรงใจ’นำไปสู่คือการมีสังคมที่คนอาวุโสน้อย ถูกควบคุมโดยคนมีอาวุโสมากกว่า รุ่นน้องต้องไม่เถียงรุ่นพี่ เด็กถูกจำกัดการแสดงออกภายใต้การควบคุมของผู้ใหญ่ และถ้ามองให้ลึกลงไป เราถูกปลูกฝังมายาวนานว่าการมี’ความเกรงใจ’นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่จริงๆมันไม่ได้มีคุณค่าทางสังคมที่แท้จริงอะไรเลยนอกจากการ’ควบคุม’ทางสังคม

ลองมาดูผลกระทบว่าความเกรงใจก่อให้เกิดผลกระทบอะไรอื่นในสังคมบ้าง หากเราเห็นคนทำผิด บางครั้งเราก็ไม่กล้าตักเตือนเพราะเรา’เกรงใจ’ เด็กอาจจะมีความคิดดีๆที่แก้ปัญหาให้ผู้ใหญ่ได้ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะ’เกรงใจ’ สังคมทั้งหมดไม่เดินไปข้างหน้าและไม่สร้างความแตกต่างเพราะคนไทยล้วนแล้วแต่’เกรงใจ’ซึ่งกันและกัน ดูเหมือนว่าความเกรงใจจะเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมที่อนุญาตให้คนไทยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ใช้ชีวิตไปวันๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัว และขลาดกลัว

ช่างเป็นสังคมในอุดมคติที่เหมาะสำหรับการปกครองโดยทหารอย่างแท้จริง

ในเวลากว่า 80 กว่าปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่รู้ตัว สังคมไทยถูกออกแบบขึ้นมาใหม่โดยผ่านวัฒนธรรมไร้รากของของคณะบุคคลที่ลุกขึ้นมาล้มล้างพระมหากษัตริย์และสร้างสังคมไทยขึ้นมาใหม่ให้เป็นสังคมไทยแบบ’เกรงใจ’เพียงเพื่อกดคนไทยไว้ให้อยูภายใต้การควบคุมที่สมบูรณ์ของสถาบันทหารที่เกิดขึ้นใหม่ และเราก็หลงไหลไปกับ’ความเกรงใจ’เพราะมันสะดวกสบายกว่าชีวิตในแบบที่สร้างความแตกต่างให้กับตนเองและสังคม และเหมาะสมกับชีวิตในแบบที่ 1 ใน 3 ของประเทศที่ถูกควบคุมมาก่อนหน้านี้หลายร้อยปี และ’ความเกรงใจ’ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของไทยนี่เองที่ทำให้เรายังคงอยู่ใต้โอวาทของสถาบันการปกครองของทหารมาได้ร่วม 80 ปีโดยที่มีภาพลวงให้เสมือนว่าเรามีประชาธิปไตยได้เป็นครั้งคราว ในแบบที่ชาวต่างชาติยังประหลาดใจว่า ใครทน คนไทย ทนได้อย่างไร เราทนได้ก็เพราะเรา’เกรงใจ’

วิธีเดียวที่พอจะมองเห็นได้ ในการทำให้สังคมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปยังยุคสมัยได้ ก็น่าจะเป็นวิธีที่มันชัดเจนสำหรับเราที่ก็ยังคงอาจมีความเกรงใจ แต่เป็นอิสระมากขึ้นจากความเกรงใจ ในขณะที่เราเลือกได้ ว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจในขณะที่เราต้องการจะสร้างผลลัพธ์ให้กับตัวเราเอง หรือสร้างความแตกต่างให้กับประเทศชาติและสังคม

เราในฐานะการเป็นทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

อาจจะเป็นเรื่องน่าสนใจถ้าได้รู้ว่า ทุกครั้งที่เรากำลังตื่นเต้นไปกับถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาอะไรบางอย่างในจอโทรทัศน์นั้น รูปแบบของระบบประสาท (Neuron Pattern) ของสมองเราในขณะนั้น จะมีรูปแบบเดียวกันกับรูปแบบของระบบประสาทของนักกีฬาที่เรากำลังดูอยู่ ในขณะที่นักกีฬาคนนั้นกำลังเล่นกีฬานั้นๆอยู่

ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Mirror Neuron

การแยกแยะนี้อธิบายความเข้าใจแก่เราได้สองเรื่องก็คือ สิ่งที่เราสร้างขึ้นในฐานะตัวตนของเรา (Being) นั้น สามารถทำให้เกิดพื้นที่ (Clearing or Space) สำหรับผู้คนที่อยู่รอบๆเราได้อย่างไร การที่เรามีประสบการณ์ในการอยู่กับผู้คนรอบตัวเราแบบเต็มที่ (Be with or Out-Here) จนทำให้ผู้คนรอบตัวเรามีการฟัง (Listening) หรือมีสัมผัสประสบการณ์ของตัวเราได้อย่างเต็มที่นั้น เขาและเราก็จะมีปรากฏการณ์ Mirror Neuron นี้ร่วมกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาก็จะเริ่มมีประสบการณ์ทางอารมณ์และความคิดที่สอดคล้อง (Correlated) กับเราไปในขณะที่เราสร้างการเป็นของเรา (Being) ในวินาทีนั้นๆ เป็นไปได้มากที่การโน้มน้าว (Enrollment) จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เกิด Mirror Neuron ขึ้นนั่นเอง

และอาจจะทำให้คำอธิบายของพื้นที่ (Clearing or Space) ในฐานะตัวเราที่เป็นทุกๆสิ่งที่ปรากฏขึ้น (Occurring) นั้น ดูจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและจริงยิ่งขึ้น จากคำอธิบายในปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์นั้น

เขียนขึ้นจากบางส่วนของเนื้อหาที่ได้จากคอร์ส
Being Leader and Exercise Leadership Effectively : An Ontological / Phenomenon Model / Werner Erhard, Micheal Jensen, Steve Zaffron

การค้นหาคนที่เราเป็นที่แท้จริง

ในสมองของเรา มีส่วนของสมองที่เราเรียกว่า Amygdala ที่มีหน้าที่สั่งให้เราทำงานเวลาเราเจอกับอันตราย สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ การทำงานของ Amygdala จะทำงานก่อนที่สมองส่วนหน้า (Cortex) ที่ใช้ในการประมวลผลด้านเหตุและผลจะทำงาน เสมือนกับการ ‘ปล้น’ (Hijack) การลงมือกระทำ (Action) ไปจากการสมองส่วนของเหตุผล โดยการลงมือกระทำนั้น จะทำได้สามอย่างคือ หนี (Flight), สู้ (Fight) หรือ นิ่ง (Frozen) หลายครั้งที่เราเจอกับการเผชิญหน้าทั้งกายภาพและอารมณ์ และเราคิดว่าเป็น ‘ตัวเรา’ ที่ตัดสินใจนั้น มันปรากฏกับผมว่า มันไม่ใช่ ‘ตัวเรา’ ที่ตัดสินใจ แต่เป็นแค่การทำงานอัตโนมัติของสมองที่ไม่ใช่สมองส่วน ‘เหตุผล’ ของเราที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเจอกับสถานการณ์ตรงหน้าแล้วเรามีประสบการณ์อยากจะ ‘หนี’ ‘สู้หรือต่อต้าน’ หรือ ‘นิ่ง’ ไปนั้น ให้แน่ใจได้เลยว่านั่น ‘ไม่ใช่ตัวเรา’ ที่กำลังจะหนี ต่อต้าน หรือ แน่นิ่งไป ตรงนั้น นั่นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่คนที่เราเป็นจริงๆ

ถ้าเราปล่อยให้ปรากฏการณ์ Amygdala Hijack เกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า ระบบประสาท (Neuron) นี้ ก็จะเชื่อมโยงกันแข็งแรงมากขึ้นจนเสมือนว่าเป็นจริงว่าเป็นตัวเราที่สั่งการให้หนีหรือต่อต้าน เหมือนกล้ามเนื้อที่ใช้บ่อยมาก ก็จะแข็งแรงมาก ทันทีทีเรามีการแยกแยะ (distinct) ปรากฏการณ์ตรงนี้ได้ และไม่ลงมือทำสอดคล้องกับการสั่งงานของ Amygdala การลงมือทำของเราก็จะสอดคล้องกับสมองส่วนหน้า (Cortex) แทน และเป็นการลงมือทำที่สอดคล้องกับเหตุและผลที่แท้จริง ที่เสมือนเป็นตัวเรามากขึ้น และถ้าเราฝึกฝนมากพอ ระบบประสาทการตอบสนองของสมองส่วนหน้านี้ ก็จะเอาชนะ Amygdala ได้ และทำให้เราลงมือกระทำจากคนที่เราเป็นจริงๆ ชีวิตจะไม่ได้มีแค่ หนี ต่อต้าน หรือนิ่งเงียบ อีกต่อไป และมีชีวิตที่สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง

เขียนขึ้นจากบางส่วนของเนื้อหาที่ได้จากคอร์ส
Being Leader and Exercise Leadership Effectively : An Ontological / Phenomenon Model / Werner Erhard, Micheal Jensen, Steve Zaffron

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 13,244 other followers