Empathy: Of what we have and we all miss.

Empathy เป็นสิ่งที่ทุกคนมี แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนขาด

เรามีความสามารถที่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น แต่เรามักเลือกที่จะไม่ใช้ความสามารถนั้น

ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น หรือ Empathy นั้น จะเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ ในวินาทีที่ตัวตน (Identity) ของเราไม่ได้ขวางมันเอาไว้ ในวินาทีที่เราปล่อยวางการเป็นผู้ถูก (Rightious) ของเราในเรื่องนั้นๆลง เราก็จะเริ่มมีความสามารถในการที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

ถ้าเปรียบเหมือนกับเสียงที่เราได้ยิน เราจะไม่ได้ยินอะไรที่ผู้อื่นพูดเลย ถ้าเราพูดกับตัวเราเองตลอดเวลา หรือเราตะโกนออกไปให้ผู้อื่นได้ยินสิ่งที่เราคิดอยู่โดยไม่เงี่ยหูฟังเสียงของผู้อื่นที่พยายามพูดกับเรา เสียงของเราจะดังอยู่ในหัวแต่เพียงอย่างเดียว จนทำให้เราไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆจากภายนอกได้อีกเลย

และเมื่อเราไม่ได้ยินผู้อื่น ก็จะไม่มีโอกาสสำหรับเราเลยในการที่จะเข้าใจผู้อื่น ในวิธีที่ซาบซึ้งไปกับความรู้สึกของเขาได้

ลึกลงไปแล้ว คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอนั้น จะเป็นคนที่ตะโกนเพื่อพูดแต่เรื่องของตัวเองออกมาตลอดเวลา กดผู้อื่นไว้ด้วยการเป็นผู้ถูกของตัวเองและพูดแต่ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อในวิธีที่กดผู้อื่นเอาไว้ เช่น ‘ถ้าแกไม่เชื่อฉัน ไม่เป็นพวกเดียวกับฉัน แกคือผู้ผิด’ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเขารู้สึกอยู่ลึกๆตลอดเวลาว่าเขาไม่ดีพอ (not good enough) และวิธีเดียวที่จะยกตัวเองให้รู้ดีพอขึ้นมาได้ก็คือการกดผู้อื่นให้ต่ำลง เพื่อที่พวกเขาจะได้สูงขึ้น และเขาจะตะโกนความคิดของเขาซ้ำซากอยู่ตลอดเวลา (ราวกับเป็นการสะกดจิตตัวเอง) เพื่อให้แน่ใจว่าเสียงในหัวของเขานั้น มันดังมากพอที่จะกลบเสียงจากภายนอก ยิ่งเสียงจากภายนอกดังมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งตะโกนเสียงของเขาดังมากขึ้นเท่านั้น

วินาทีที่เราเลิกตะโกนเสียงในหัวของเราออกมา เราจะเริ่มได้ยินเสียงพูดของผู้อื่นและทุกๆเสียงที่อยู่รอบตัวเรา

การฟังเพื่อให้เข้าใจอย่างซาบซึ้ง (listening for) จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Empathy ในวิธีที่เราฟังนั้น ถ้าเป็นการฟังโดยการปล่อยวางตัวตนของเราลงชั่วขณะ การเป็นผู้ถูกของเราลงในชั่วขณะ เราจะเริ่มได้ยินอย่างซาบซึ้งในทุกๆอย่างที่อยู่รอบตัวอื่น ความคิดของผู้อื่น ความอ่อนไหวของของความรู้สึกเหล่านั้น และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เราก็จะเริ่มเข้าใจความรู้สึกอื่นๆที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างซาบซึ้ง ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้นๆ มันไม่ได้เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของ Empathy เลย เรามี Empathy ไม่ใช่เป็นเพราะเราเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วย เราก็สามารถมี Emphaty ได้ เพราะ Empathy เกิดขึ้นได้อย่างเรียบง่ายในการฟังอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจอย่างซาบซึ้ง แค่นั้นเอง

ในสังคมที่มี Empathy คือสังคมที่มีการก่อกำเนิดขึ้นจากการฟังเป็นต้นเหตุ ไม่ใช่การเป็นผู้ถูกหรือผู้ผิด ไม่ใช่ความดีหรือความเลว เป็นกำเนิด สังคมในแบบที่อบอวลไปด้วยการฟัง ย่อมเป็นสังคมที่สงบสวยงาม และเต็มไปด้วยความรักและเมตตาซึ่งกันและกัน ผู้นำที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Empathy ย่อมเป็นผู้นำที่พร้อมจะฟังและเป็นที่รักของผู้คน Empathy จึงเป็นสิ่งที่เรามีและเราขาดในเวลาเดียวกัน และการปรากฏขึ้นของ Empathy เท่านั้นที่จะบอกว่าวิวัฒนาการของสังคมอเราอยู่ที่ไหนแล้วในปัจจุบัน และกำลังก้าวเดินไปสู่ที่ใด

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s