The Future Of Businesses Lie Within The Loneliness

หัวใจของธุรกิจในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การซื้อขาย แต่อยู่ที่การจัดการกับความเหงา 

การค้นคว้าของนักสังคมวิทยา ทั้งในฝั่งอเมริกาและอังกฤษต่างบ่งชัดว่า ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในเมืองไม่น้อยกว่า 20% ถึง 30% ต่างมีความ ‘เหงา’ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ในวิธีที่สามารถคุกคามต่อสุขภาพ จนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยได้ และความเหงานี่เองที่เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นคงของชีวิตในสังคมเมือง จนทำให้ ‘คนเมือง’ มีวิถีชีวิตที่แปลกแตกต่างออกไป ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ความเหงานั้นบรรเทาลง

ในขณะที่กระแสการค้าขายแบบ online กำลังดูเหมือนจะคุกคามการค้าแบบ retail แบบเก่า จนดูเหมือนว่ามีผู้รู้หลายสำนักออกมาฟันธงแบบสะใจว่า retail แบบเก่าจะต้องหมดไปในไม่ช้า และศูนย์การค้าทั้งหมดต้องล่มสลาย ปัจจัยหนึ่งที่ท่านเหล่านั้นอาจจะยังไม่ได้เอาเข้ามาคำนวนเผื่อไว้ในการทำนายแบบนั้นคือปัจจัยของความเป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์เมืองที่เต็มไปด้วยความเหงา แน่นอนว่ามันมีความสะดวกเหลือเกินในการจับจ่ายซื้อหาสินค้าแบบ online ที่เลือกสีเลือกลายได้สะดวกดังใจ แต่การซื้อของจากหน้าจอนั้นไม่ได้ช่วยให้ความเหงามันละลายหายไปได้อย่างแท้จริง หลายคนที่มีชีวิตอยู่คนเดียวในเมือง ก็ยังมีความโหยหาที่จะเจอผู้คนใหม่ๆ แต่ด้วยสังคมและสิ่งที่คิดว่าเป็น ‘วัฒนธรรม’ แบบไทย ทำให้การพบปะผู้คนใหม่ๆต้องมีข้ออ้างสำหรับตัวเองที่รุนแรงพอ ที่จะลากเราออกมาจากความเหนียมอายทางวัฒนธรรม และยอมออกมาเจอผู้คนใหม่ๆให้มากขึ้น เพียงเพื่อจะทำให้ความเหงานั้นเจือจางลง

มันจึงสำคัญมากที่ retail ในยุคปัจจุบัน ต้องมองไปที่ ‘ความเหงา’ และการจัดการกับความเหงาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิด traffic ขึ้นในพื้นที่ค้าขายของตนเหล่านั้น กิจกรรมเพียงแค่ดื่มกินอย่างเดียวอาจจะไม่พอเพียงที่จะขับไล่ความเหงา ด้วยว่าคำถามที่จะไปกิน ‘กับใคร’ นั้นกลายเป็นความยากระดับรองลงไปสำหรับ ‘คนเหงา’ ที่จะหาข้ออ้างออกมาจากบ้านเพื่อมาในแหล่งชุมชนเหล่านั้น ตรงกันข้าม การจัดกิจกรรมและ workshop ต่างๆที่สามารถมาได้คนเดียวเพื่อมาเจอผู้คน กลับได้รับความนิยมมากกว่าแต่ก่อน จนหลายแห่งทำ workshop กันจนได้เป็นอาชีพหลัก หรือการได้นั่งทำงานในสถานที่ที่มีระบบสังคม มีการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน หรือสโมสรขนาดเล็กที่มีระบบสังคมเฉพาะอย่างชัดเจน ก็จะทำให้ ‘คนเหงา’ มีข้ออ้างที่ปราศจากความเขินอาย และยอมที่จะออกมาเจอผู้คนในสังคมนั้นๆ

การที่เราชอบโพสรูปใน social media หรือชอบไปในสถานที่ที่ผู้คนนิยมโพสใน Facebook หรือ Instagram ก็เป็นสาเหตุล้วนแล้วแต่มีการกำเนิดมาจากความเหงา เราในฐานะที่เป็นมนุษย์ มีความโหยหาที่จะสร้างสังคมและการเชื่อมโยงในระบบสังคมตลอดเวลา ในสังคมเมืองปัจจุบันที่มีคนมากขึ้น เมืองใหญ่ขึ้น ขนาดของเมืองทำให้ผู้คนแยกห่างออกจากกันโดยกายภาพ แต่ความโหยหาสำหรับระบบสังคมนั้นยังคงอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ ความเหงาโดยธรรมชาติจึงเกิดขึ้นจากความโดดเดี่ยวทางกายภาพนั้น สังคมในโลก online จึงก่อกำเนิดขึ้นโดยธรรมชาติจากความโหยหาระบบสังคมนั้น และสร้างระบบสังคมใหม่ขึ้นที่สะดวกรวดเร็ว และผ่อนคลายความ ‘เหงา’ ที่เกิดขึ้นจากความห่างของสังคมเมือง แต่ก็ผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่มากพอที่จะมาทดแทนสัมผัสของสังคมที่มนุษย์โหยหาในระดับกายภาพได้

คนที่ฉลาด คือคนที่รู้จักเชื่อมโยงระบบสังคมทั้งสองแบบนั้นเข้าหากัน การทำธุรกิจ retail ในอนาคตจึงจะมีพื้นฐานของ traffic อยู่บนความโหยหาการเชื่อมต่อของสังคมทางกายภาพที่พัฒนาต่อยอดมาจากสังคมแบบ online และมีพื้นฐานง่ายๆที่จะทำใหผู้คนที่โดดเดี่ยวอยู่ในสังคมเมืองนั้น ‘หายเหงา’ และเมื่อนั้นเราจะมีมุมมองเกี่ยวกับความเหงาที่เปลี่ยนไป มันจะไม่ใช่อาการของคนเปลี่ยวที่ควรได้รับการเยียวยารักษา แต่กลับกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้คนเมืองหายเหงา มีชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจเองก็หมุนเวียน เรียกได้ว่าทุกคนรวยขึ้นในขณะที่สร้างสรรค์สังคมไปพร้อมๆกัน

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s