The Burning Revelation

ถ้าเราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นความเป็นไปได้ที่ก่อกำเนิดขึ้นท่ามกลางบริบท Burning Man ก็น่าจะเป็นบริบทที่รุนแรง ที่ผู้คนกว่า 70,000 คนพร้อมใจกันละทิ้งตัวตนของตัวเองและกระโจนเข้าไปในจินตนาการที่เหลือเชื่อ ในความตั้งใจที่จะสร้างสังคมในอุดมคติสำหรับอนาคตมายาวนานกว่า 29 ปี
คำถามถูกถามขึ้นในบทสนทนาช่วงหนึ่งของ TEDxBlack Rock City ที่จัดขึ้นในงาน Burning Man ในเมือง Black Rock City กลางทะเลทรายเนวาดาแห่งนี้ คำถามที่สำคัญคือว่า แล้วสุดท้ายสังคมในอุดมคติอย่าง Burning Man จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในอนาคต สังคมที่ผู้คนเต็มไปด้วยความรักให้กัน ผู้คนมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน ทำทุกสิ่งโดยมีความระมัดระวังในสมดุลย์ของสภาพแวดล้อม และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกซึ่งตัวตนอย่างเต็มที่ คำตอบก็คือสังคมแบบนั้นมันคงจะไม่เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน แต่มันก็สำคัญที่เราจะได้สร้างมันขึ้นบนโลก อย่างน้อยปีละ 10 วัน เพื่อให้มนุษย์ชาติยังใช้ชีวิตมาจากความเป็นไปได้สำหรับพวกเขาในอนาคต
ทุกคนที่เคยมา Burning Man บอกผมว่ามันจะเปลี่ยนผมไป และผมจะไม่เหมือนเดิม
ผมฝันที่จะได้มาที่ Black Rock City นี่มาตั้งแต่อ่านเรื่องราวของ Burning Man ในนิตยสาร WIRED ในยุคสมัยที่ยังรุ่งเรืองโดยบรรณาธิการอัจฉริยะอย่าง Kevin Kelly ผมทึ่งในความบ้าระห่ำของแนวคิดที่สร้างงานศิลปะขนาดมหึมาแล้วก็เผามันเป็นเถ้าถ่านแบบไม่ทิ้งร่องรอย (leave no trace) ในตอนเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วนั้นแทบจะทำใจให้เข้าใจในความคิดที่กบฎรุนแรงแบบนั้นไม่ได้เลย ด้วยว่างานแต่ละชิ้นมันช่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะปฏิมากรรมรูปคนขนาดใหญ่ที่กลายมาเป็นสัญญลักษณ์ของงานนั้นก็ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แล้วก็ถูกเผาลงทุกปี คำถามว่าแล้วจะสร้างทำไมเพียงเพื่อจะเผามันลง ผมเองต้องใช้เวลานานเกือบจะ 20 ปีต่อมาเพื่อจะได้คำตอบเหล่านั้น ด้วยการเดินทางมาใช้ชีวิตกลางทะเลทรายกว่า 10 วัน เพื่อจะได้ค้นพบ Burning Man และค้นพบตัวเองในที่สุด
แค่คิดว่าจะต้องไปอยู่กลางทะเลทรายที่ไม่มีที่พัก ไม่มีอาหารและน้ำ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมเตรียมการอย่างบ้าคลั่งอยู่หลายเดือน นับว่าเป็นการวางแผนการเดินทางที่ละเอียดรอบคอบที่สุดในชีวิตทีเดียว ทุกอย่างเริ่มต้นจากการซื้อตั๋ว และก็พูดคุยกับคนไทยที่เคยไปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็แทบมีน้อยเต็มที ผมได้วิธีในการเดินทางคร่าวๆโดยการจองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปลอสแอนเจลลิสแล้วต่อไปยัง Reno เมืองใกล้สุดกับ Black Rock City แล้วหาทางต่อรถยนต์ไปยัง Black Rock City อีก 2 ชั่วโมง ผมเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันในตอนนั้นว่าจะไปต่อจากตรงนั้นยังไงดี
ก่อนเดินทางแค่ไม่ถึงเดือน ผมก็ได้ข่าวว่าเพื่อนๆผมในกลุ่ม PAN ASIA ที่เป็นคนจัด TEDx ใน Shanghai Hong Kong Macau Wanchai Beijing และ กัวลาลัมเปอร์ จะยกพวกไป Burning Man ในปีนี้ด้วยเกือบ 12 คน ผมก็ตัดสินใจติดสอยห้อยตามไปด้วยทันที และเตรียมพร้อมจะช่วยสนับสนุนในการจัด TEDxBlack Rock City ในงาน Burning Man ในครั้งด้วย Richard Hsu ที่เป็นหัวหน้าทีมของ PAN ASIA เล่าให้ผมฟังว่า เราต้องพากลุ่มไปร่วมกับแคมป์ที่ชื่อ IDEATE เพราะการเดินทางไปโดยไม่มีแคมป์ให้สิงสู่นั้นจะเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เครื่องปั่นไฟ สำหรับชาวเอเซียที่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไป Burning Man เป็นครั้งแรกกันทุกคนแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การไปรวมกับแคมป์ที่เก่าแก่อย่าง IDEATE นั้นน่าะเป็นเรื่องดีที่สุด เพื่อนของ Richard คือ Danial และ Tod เป็นคนรับอาสาจะไปโน้มน้าว IDEATE ให้ เพราะสองคนนี่เป็น Burner ขาประจำที่ไปซ้ำซากมานับ 10 ปี ทุกอย่างใน Burning Man เกิดขึ้นได้จากการแนะนำ network และ connection และก็ไม่ยากที่จะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ IDEATE ยอมรับ PAN ASIA เข้าไปร่วมในแคมป์ด้วยในปีนี้
หลังจากลงเครื่องบินที่สนามบินใน Reno เพื่อนชาวสิงค์โปร์ในกลุ่ม PAN ASIA ชื่อ Koh Foo ได้มารอรับผมที่สนามบินเพื่อเดินทางโดยรถยนต์ของเขาเข้าไปที่ Black Rock City ด้วยกัน เราเริ่มเดินทางออกจาก Reno ตอนห้าทุ่ม ซึ่งควรจะไปถึงที่หมายในตอนตีหนึ่งสำหรับ 2 ชั่วโมงในการเดินทาง แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปแบบนั้น เราพบกับจำนวนรถมากมายบนถนนที่มุ่งหน้าไปทางเดียวกัน บนถนนแค่ 2 เลน รถจอดติดและดับเครื่องเป็นระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตรก่อนถึง Black Rock City ด้วยเหตุผมที่ว่ามีรถบางคันจอดและดับเครื่องนอนเสียอย่างนั้น เรานั่งรถ วิ่ง หยุด หลับ เป็นระยะๆตลอดทางจนกลายเป็นการเดินทางเกือบ 8 ชั่วโมงและมาถึง ประตูทางเข้า Black Rock City ตอนพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าพอดี
วินาทีแรกของผมที่มาถึง Black Rock City คือภาพรถติดรอเพื่อจะเข้าที่ประตูทางเข้า ท่ามกลางฝุ่นในทะเลทราย และแสงอาทิตย์ของวันใหม่ หลังที่นั่งรถเข้ามากับเพื่อนชาวสิงค์โปร์ที่ขับรถมาให้เกือบทั้งคืน แต่วินาทีแรกที่แสงอาทิตย์จับขอบฟ้า ความรู้สึกอื่นๆก็หายไปสิ้น ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นว่าในที่สุดเราก็มายืนอยู่ใน playa ลานกลางทะเลทรายที่ไกลสุดสายตา อากาศที่หนาวเย็นแบบทะเลทรายกับฝุ่นที่ปกคลุมอยู่ไกลๆอยู่ที่ขอบฟ้า และก็มาถึง Burning Man ในที่สุด
มีผู้คนที่เดินทางมายัง Burning Man ในแต่ละปีนั้นไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นถึง 7 หมื่นคนในแต่ละปี แต่กระนั้นกระบวนการที่ประตูทางเข้า นั้นจัดการกับปริมาณรถมหาศาลนับหมื่นคันได้อย่างน่าประหลาดใจ การรอที่ทางเข้าคันละสองชั่วโมงก็เป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ ถ้าดูรถที่เข้ามาแต่ละคันก็จัดการยังเต็มที่ ทั้งขนของ ทั้งตกแต่ง ทั้งคนทั้งรถก็ดูจะไม่น่าไว้วางใจกันซะทุกคัน แต่กระบวนการจัดการของอาสาสมัครทุกคนก็ยังเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย หลังจากที่ผ่านการตรวจมาได้ ก็มาถึง Greeting Gate ที่โดนเรียกลงจากรถมากอดกันทุกคน บางคนก็เลือกจะลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้นให้คุ้นเคยกับฝุ่นอย่างสนุกสนาน ส่วนผมในฐานะที่เป็น virgin เนื่องจากมาเป็นครั้งแรก จึงได้รับการเชื้อเชิญให้ตีระฆังตรงทางเข้า พร้อมกันตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า ‘I am not a vergin anymore!’ เร้าใจกันตั้งแต่ทางเข้ากันทีเดียว
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือรถบ้านที่มีเครื่องยนต์ในตัวที่เราเรียกว่ารถ RV นั้น จอดเรียงรายนับพันคันสุดลูกหูลูกตา ทะเลทรายกลายสภาพเป็นเมืองขนาดย่อม ไม่มีโรงแรมใน Black Rock City นะครับ ทุกคนต้องจัดการเรื่องที่พักมาเอง ถ้าเป็นเต้นท์ก็ต้องใหญ่และแข็งแรงพร้อมรับมือกับพายุทรายได้ ที่ผมเห็นเยอะจะเป็น yurt ซึ่งเหมือน เพิงที่พักที่ประกอบขึ้นจากแผ่นโฟมหุ้มด้วยฟอยล์กันความร้อน แต่ที่สะดวกที่สุดก็คือรถ RV ที่มีที่นอนและห้องน้ำในตัว ผมเองนี่ก็เช่ารถที่นี่มาจากเมืองไทยล่วงหน้าหลายเดือน เอาให้แน่ใจว่าอยู่ได้เนื่องจากเป็นคนชอบความลำบากอยู่แค่ในระดับปานกลาง ลำบากมากนี่ก็ขอโบกมือลาเหมือนกัน
ผังเมืองของ Black Rock City สถานที่จัดงาน Burning Man นั้นถูกวางเรียงเป็นรูปครึ่งค่อนของวงกลม มีจุดศูนย์กลางอยู่บน playa ลานกว้างที่ใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะ ประติมากรรมหลายร้อยชิ้นกลางทะเลทราย รายรอบด้วยแคมป์ต่างๆที่จัดผังอย่างเป็นระเบียบ ถนนระบบ grid รูปโค้งที่ตั้งชื่อแนว grid ออกมาจาก playa ตามหน้าปัดนาฬิกา ตั้งแต่ 2:00 ไปจนถึง 10:00 แล้วยังมีถนนแยกย่อยลงไปอีกเป็น grid ของ 15 นาที ตัดกับแนว grid ที่โค้งไปตามเส้นรอบวงที่ตั้งชื่อไล่ไปตามตัวอักษร A: Arcade B: Ballyhoo C: Carny ไปจนถึง L:Laffing Sal ถนนในสุดที่ถัดเข้าไปจาก A เป็นถนนที่ติดกับ playa นั้นจะชื่อต่างออกไป เรียกกันว่า Esplanade ซึ่งเป็นที่ตั้งของแคมป์สนุกแสบสันต์ชั้นนำใน Burning Man
ถนน 6:00 เป็นถนนกลางที่นำไปสู่จุดที่ตั้งของ The Man ที่เป็นหัวใจของงานนี้ และเลยไปอีกสุดเส้นรอบวงของวงกลมเป็นที่ตั้งของ Temple สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองของงาน จุดตัดระหว่าง ถนน 6:00 กับ A เป็นที่ตั้งของ Center Camp Cafe ร้านกาแฟเดียวในงาน และเป็นที่เดียวที่อนุญาตให้ใช้เงินได้ และไม่ไกลจากนั้นนักก็จะเป็นที่ตั้งของ First Camp เป็นแคมป์แรกที่ชาว Burner ยุคบุกเบิกและก่อตั้ง Burning Man ใช้เป็นที่พักในระหว่างการจัดงาน
ใช่ครับ เราใช้เงินไม่ได้เลยใน Burning Man
ไม่มีร้านค้าที่ขายของ ไม่มี logo ของสินค้า ไม่มีโฆษณาแฝงในสังคมเมืองที่เราคุ้นเคย ทุกแคมป์ที่เชื้อเชิญให้เราเข้าไปมีแต่การให้กินเครื่องดื่มมึนเมากันฟรีอย่างสนุกสนาน อาหารการกินเราก็จะกินได้จากแค่ในแคมป์เราเท่านั้นเอง แต่ไม่มีการซื้อขายอะไรอีกเลย นั่นเป็นข้อแรกในหลักการ 10 ประการของ Burning Man ที่ว่าด้วยสังคมของการให้ ทำให้ทั้งงานไม่มีอะไรขาย มีแต่แจกกัน และถ้าเราอยากมีส่วนร่วม ก็เตรียมของขวัญเล็กน้อยมาแจกเพื่อนใหม่ๆที่เราเจอก็จะน่ารักมาก ผมเตรียมยาดมส้มโอมือมาแจกนี่ รับกันไปแต่ละคนดีใจน้ำตาไหล สนุกสนานดีครับ
นอกจากจะเป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินแล้ว ยังเป็นสังคมที่ไม่ใช่รถกันด้วยครับ รถยนต์ได้รับอนุญาตให้วิ่งตามถนนเฉพาะที่จำเป็นและได้รับอนุญาต แต่จะวิ่งเข้าไปใน playa ไม่ได้เด็ดขาด รถที่จะวิ่งกันได้อย่างสง่าผ่าเผยก็เห็นจะมีแต่ Art Car ที่ตกแต่งกันอย่างสุดเหวี่ยงหลุดโลก นอกจากนั้นผู้คนที่นี่ก็จะใช้จักรยานกันเป็นหลักครับ ใครมาที่ Black Rock City แล้วไม่เตรียมจักรยานมาด้วยนี่ น่าจะง่อยเปลี้ยเสียขาไปไหนไม่ได้ไกล และจะมาหาเช่าในนี้ก็ไม่มีนะครับ อันนี้เตือนไว้ก่อนเลย ของผมนี่ตอนเช่ารถ RV ให้เขาเตรียมมาด้วยก็เลยรอดไป
ยังมีอีกเรื่องที่ต้องปรับตัวกันให้ดี คือการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนและแห้งในเวลากลางวันและหนาวแห้งในเวลากลางคืน การมีแว่นตาที่กันลมได้ขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากในการขี่จักรยานท่ามกลางพายุทราย ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันของที่นี่ เย็นๆนี่มากันทุกวันแบบมืดฟ้ามัวดินมองไม่เห็นถนนหนทางแม้แต่น้อย วันแรกๆผมก็ตกใจแทบสิ้นสติที่อยู่ดีๆทุกอย่างตรงหน้าก็กลายเป็นควันขาวหายไปจนสิ้น แต่วันหลังๆก็เริ่มชิน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไป หลายคนที่นี่รวมทั้งเพื่อนๆผมที่มากันก็เตรียมหน้ากากกันฝุ่นแบบมีใส้กรองกันมาอย่างดีและจริงจังมาก ผมรู้สึกว่ามันจริงจังไปนิด ผมกับ Seksan เพื่อนซี้สถาปนิกชาวมาเลเซียเลยเตรียมผ้ามาพันหัวปิดหน้าหันแบบลูกทุ่งนิดนึง ผมเอาผ้าชุบน้ำจนชุ่มปิดจมูกปิดหัวไว้ ก็รู้สึกว่าออกไปลุยในทะเลทรายได้อย่างเพลิดเพลินมาก ลมที่พัดผ่านผ้าเปียกน้ำทำให้เย็นเจี๊ยบได้แบบไม่ร้อนเลย อากาศที่หายใจผ่านความชื้นของผ้าเข้าไปก็ทำให้ความชุ่มชื้นภายในร่างกายอยู่ในระดับที่สบายมาก สามารถขี่จักรยานฝ่าความร้อนและพายุทรายไปได้ไกลๆ
สภาพของทะเลทรายใน playa มีสภาพเป็นด่างสูงมากเนื่องจากความเป็นเกลือของทราย เพื่อนผมก็เตรียม spray พ่นน้ำที่มีน้ำมะนาวเจือจางกันไว้ด้วย ว่ากันว่าช่วยลดอาการมือแตกเท้าแตกกันได้เป็นอย่างดี ที่ช่วยผมได้มากก็น่าจะเป็น spray น้ำแร่กระป๋องที่เตรียมมาด้วย ทำให้ชีวิตดีมากหลังจากปั่นจักรยานอยู่กลางทะเลทรายไปซักครึ่งวัน
‘อย่ารอให้หิวน้ำก่อนคิดจะดื่มน้ำ ใช้สมองมีสติและดื่มน้ำตลอดเวลา’ เป็นสิ่งที่ได้ยินโฆษณาชวนเชื่อออกมาจากสถานีวิทยุประจำภายในงาน Burning Man BMIR 94.5 FM อยู่เป็นระยะๆ การมีภาชนะบรรจุน้ำหรือกระติกน้ำติดมืออยู่ตลอดเวลาเป็นแฟชั่นล้ำสมัยของเมือง Black Rock City ขวดน้ำ plastic มีให้เห็นได้น้อยมาก ทุกคนมีกระติกน้ำที่พร้อมจะจิบน้ำกันอยู่ตลอดเวลา การทักทายที่น่ารักที่สุดก็น่าจะเป็นการเตือนกันว่ากินน้ำหรือยัง ภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือ dehydrate ในทะเลทรายนี่เป็นเรื่องทุกข์ทรมานจนถึงเสียชีวิตได้ ทุกคนก็เลยต้องช่วยกันดูแลกันเป็นอย่างดี และคนจัดงานก็รู้ว่าเมื่อกินเข้าไปเยอะก็ต้องปล่อยออกมาบ่อย ห้องน้ำก็เลยมีกระจายอยู่ทั่งถึงแบบไม่อายใคร แม้กระทั่งกลาง playa พี่แกก็ไปช่วยตั้งห้องน้ำไว้ให้อย่างสง่าผ่าเผย ทำให้กินน้ำจำนวนมากกันได้อย่างสบายใจ
แค่เตรียมตัวให้พร้อมกับทะเลทรายนี่ก็แทบจะหมดแรงเขียนต่อละ ยังไปไม่ถึง Burning Man เลยนะเนี่ย
วันแรกที่ผมมาถึง playa ก็คือสลบไปทั้งบ่ายหลังจากบินมายาวนานเกือบ 24 ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาตอนเย็นก็ได้เวลาอาหารเย็นในแคมป์พอดี ใน แคมป์ IDEATE นี่ ทุกคนต้องช่วยกันเรื่องอาหารการกิน จะมีคิวที่ต้องเข้าไปช่วยงานในครัวอย่างน้อย 2 ครั้งตลอด 7 วันที่นี่ ทุกคนมีจานชามช้อนส้อมแก้วน้ำมาเอง ในช่วงอาหารค่ำ มีการต้อนรับกันตามธรรมเนียมของแคมป์ รวมถึงมีการแนะนำ plus one คือคนในแคมป์ที่เคยมาแล้วสามารถแนะนำเพื่อนเพิ่มเติมใหม่เข้ามาในแคมป์ได้หนึ่งคน และก็จะมีการแนะนำกันให้รู้จัก ซึ่งการทำความรู้จักกันให้รู้จักคนใหม่ๆเพิ่มขึ้นในโลกก็เป็นวัฒนธรรมที่สำคัญอันหนึ่งใน Burning Man เช่นกัน
สิ่งนึงที่ผมสังเกตตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่ก็คือเห็นผู้คนคุยกัน ทักทายกัน ไม่มีใครก้มหน้ากดอุปกรณ์สื่อสาร หรือคุยโทรศัพท์มือถือเลย นั่นเป็นเพราะที่นี่ไม่มีสัญญานโทรศัพท์หรือ WiFi ใดๆให้ใช้ หรือถ้าบางคนมีสัญญานเล็ดลอดมาได้เล็กน้อย ก็พอใจที่จะไม่ใช้ หรือต้องไปแอบใช้ไม่ให้ใครเห็น ด้วยว่าที่นี่เป็นสังคมที่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจให้มนุษย์ได้กลับมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับชุมชน วัฒนธรรมการก้มหน้ากดแป้นพิมพ์จึงเป็นเรื่องไม่เก๋ไก๋เท่าไหร่ใน Burning Man
หลังจากเริ่มได้นอนและอิ่มท้อง อารมณ์อยากผจญภัยก็กลับมาอย่างรวดเร็ว ผมคว้าจักรยานกับกล้องแล้วขี่รถออกไปท่ามกลางกลางคืนอันมืดมิด มุ่งไปสู่ playa กับเพื่อนๆอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มหัศจรรย์ก็คือผู้คนอีกหลายพันคนก็ดูเหมือนจะมีความตั้งใจเดียวกัน ทุกคนที่มา Burning Man พร้อมใจกันหนีออกจากโลกที่เขาอยู่กันอย่างจริงจัง ด้วยการแต่งตัวในแบบที่มีการแสดงออกซึ่งตัวตนที่หลากหลายกันอย่างเต็มที่ มีตั้งแต่แต่งตัวให้เข้ากับธีมงานในปีนี้ที่ว่าด้วย House of Mirrors และโลกของสังคมที่มีชีวิตเสมือนอยู่ในละคอนสัตว์โรงใหญ่ ไปจนถึงชายแต่งเป็นหญิง หญิงแต่งเป็นชาย คนกลายเป็นสัตว์ จนกระทั่งไม่ใส่อะไรเลย ซึ่งมาถึงใหม่ๆผมก็ดูตื่นตาตื่นใจดีที่เห็นนมสาวๆสวยๆลอยไปมาเต็มไปหมด ไปซักสามสี่วันก็ดูเหมือนจะชินกลายเป็นเรื่องธรรมดา กลายเป็นเหมือนดอกไม้ประดับประดาทำให้ทุกอย่างสดใสขึ้น แต่ก็ยังไม่วายสะดุ้งทุกครั้งที่เห็นฝ่ายชายทำแบบเดียวกันในวิธีที่เห็นทุกสิ่งโทงเทงมาแต่ไกล และรู้สึกว่าไม่น่าจะปลอดภัยเท่าไหร่ที่ขี่จักรยานกันมาในสภาพนั้น
แน่นอนว่างานสองชิ้นที่ต้องไปสัมผัสให้ได้ก่อนเมื่อมาถึง playa ก็คือ The Burning Man หรือ The Man ที่เป็นสัญญลักษณ์ของงาน และ The Temple งานทั้งสองชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้ ด้วยเหตุที่ว่าจะต้องถูกเผาลงอย่างราบคาบในสองคืนสุดท้ายของงาน ปีนี้ The Man ถูกสร้างให้สูงใหญ่กว่าเดิม น่าจะรวมกันแล้วมากกว่า 20 เมตร ไม่น้อยกว่าตึกประมาณ 12 ชั้น รอบๆ เป็น House of Mirrors ซึ่งเป็นธีมของงาน รายรอบด้วยซุ้มการละเล่นแบบละคอนสัตว์ ที่แฝงนัยยะเชิงสังคมที่กบฎสุดกู่ ถ้าเดินจากภายนอกผ่านซุ้มเหล่านั้นเข้ามาถึง House of Mirrors ได้ ก็ต้องหาทางเดินผ่านเขาวงกตสีแดงหาทางเข้ามายังใจกลางที่พาไปสู่จุดชมวิวที่อยู่ใต้ The Man ให้ได้เองแบบไม่มีเฉลย โดยเฉพาะถ้าเข้าไปเล่นตอนกลางคืนกับคนซัก 2-3 ร้อยคนนี่ ผมรับรองว่าสนุกใช้ได้ และในเขาวงกตที่ว่านี่ก็มีงาน installation ย่อยๆอื่นให้ค้นหาไปได้ตลอดทาง จนนึกเสียดายว่าประสบการณ์ที่เรามีกับงานชิ้นนี้จะหายไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และจะไม่มีใครได้มีประสบการณ์เช่นนี้กับเราอีก ทุกอย่างจะถูกเผาทิ้งลงไปอย่างไม่เหลืออะไรไว้เลย
ทำไมต้องเผาทิ้งด้วยล่ะ ถ้าอย่างนั้น
Burning Man เป็นเทศกาลศิลปะที่มีความกบฏสูงสุดงานหนึ่งในโลก ในการเผางานทิ้งทุกครั้งที่จบงานนั้นมีนัยยะหลายอย่างซ่อนอยู่ในนั้น มันอาจจะเริ่มมาตั้งแต่ครั้งแรกๆของ Burning Man เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วที่มีคนกลุ่มหนึ่งอยากปลดปล่อยอะไรกันบางอย่างในที่ที่ไกลออกไปจากผู้คน สร้างอะไรบางอย่างที่ทำให้สถานที่คงอยู่ในความทรงจำและก็อยากจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย (leave without trace) ซึ่งนั่นก็กลายมาเป็นหนึ่งในหลักการ 10 ประการของงานในปัจจุบัน แต่ในการที่สร้างงานศิลปะขึ้นมาเพื่อเผาทิ้งนั้น มันก็ได้สร้างนัยยะในอีกด้านหนึ่งไปพร้อมๆกันในวิธีที่ไม่ให้ความสำคัญกับการคงอยู่ของตัวตนของชื้นงานนั้นๆ งานศิลปะนับร้อยๆชื้นใน Burning Man ล้วนมีความตั้งใจที่จะให้เกิดปฏิสัมพันธ์อย่างมากที่สุดระหว่างชื้นงานกับผู้ชม ทุกคนสามารถปีนป่าย ทุบ เคาะ ชิ้นงานได้โดยที่ไม่มีป้าย ‘ห้ามจับ’ ให้เห็นแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั่งการเผามันทิ้งในที่สุด ศิลปะที่เข้าถึงผู้คนอย่างแท้จริงและไม่ได้มีความสลักสำคัญในชิ้นงานนั้นมากไปกว่าปฏิสัมพันธ์ที่มันมีกับผู้คน และความไม่สลักสำคัญนั้นได้รับการยืนยันในวิธีที่งานนั้นจะถูกเผาทำลายไปในที่สุดและเหลือไว้เพียงความทรงจำของผู้คนที่เคยได้มีปฏิสัมพันธ์กับงานแต่ละชิ้นนั้น
งานของศิลปินหลายคนใน Burning Man ได้รับการสนับสนุนหลังจากงานนี่จบลงด้วยกองทุนที่ Burning Man จัดตั้งขึ้น ให้ได้ไปแสดงในอีกหลายที่ทั่วโลก จนศิลปินหลายคนตั้งตัวได้ กองทุนที่ว่านี้ ยังให้การสนับสนุนศิลปินอีกหลายคนทั่วโลกที่แม้จะไม่ได้มีโอกาสมาแสดงงานใน Burning Man แต่ถ้าพวกเขาชอบงานเหล่านั้น เขาก็ยินดีสนับสนุน และทุกคนที่สนใจก็สามารถเขียน email มาหากองทุนนี้ได้พร้อมกับเล่าให้ฟังถึงงานของตน ถ้าเข้าตากรรมการ ก็มีสิทธิ์แจ้งเกิดได้เท่าๆกันทุกคน
The Temple ในปีนี้ เป็นอาคารรูปทรงเป็นโครง arch ยอดแหลมที่สูงเกือบ 20 เมตร และต่ำไปเรื่อยๆ บิดตัวเป็นเกลียวเหมือนกับก้นหอย ผู้ชมสามารถเดินเข้าไปจากทางเข้าด้านหน้าไปจนสุดเพื่อออกปลายอุโมงค์อีกทางหนึ่ง ภายใน Burner ทั้งหลายเขียนไว้อาลัยคนรักของพวกเขาที่จากไปก่อน รูปและคำไว้อาลัยเขียนอยู่ตามส่วนต่างๆของ The Temple ระหว่างที่เดินเข้าไปก็จะเป็นบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยความตายที่รู้สึกอบอุ่นไปด้วยความรัก มาคิดแล้วก็เหมาะสมดีที่ The Temple จะถูกเผาลงไปในคืนสุดท้าย ราวกับส่งดวงวิญญานเหล่านั้นไปสู่สรวงสวรรค์
ในวันที่สองของผมใน Black Rock City ผมตื่นแต่เช้ามืดตามคำเชื้อชวนของ Richard เพื่อนชาวเซี่ยงไฮ้ และก็ได้กลายเป็น morning ritual ของผมแทบจะทุกวันที่เหลือของผมใน Burning Man ยามเช้าใน Black Rock City เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ภาพของแสงแรกของพระอาทิตย์ที่ขอบฟ้าที่สาดลงไปบนพื้นทรายที่ไกลสุดลูกหูลูกตาของ playa และมองไปที่ขอบฟ้าเห็นเงาของงานศิลปะชิ้นมหึมาเรียงรายอยู่ พร้อมกับฝุ่นและหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือพื้นจางๆ เป็นความมหัศจรรย์ที่ลากผมลงมาจากเตียงได้ทุกเช้าอย่างไม่ยากเย็นนัก เช้าวันแรกนี้ผมกับ Richard ขี่จักรยานออกไปดูตามแคมป์ต่างๆที่ปราศจากผู้คน และผมก็สนุกเหลือเกินที่จะเก็บภาพความว่างเปล่าเหล่านั้นไว้ตามกมลสันดานที่ชอบเห็นสังคมในมุมกลับ เราขี่จักรยานไปตามพื้นทราย แวะช่วยหญิงสาวสองคนที่เป็นอาสาสมัครคอยเปลี่ยนตะเกียงตามเสาไฟทางเดิน และถ่ายรูปให้กับสาวสวยจากมอสโคว์ที่อยากให้เราช่วยถ่ายรูปเธอกับพระอาทิตย์ขึ้นให้
ผมกับ Richard กลับมาที่แคมป์ทันเวลา 9 โมงเช้า พอดิบพอดีกับการเข้าไปช่วยงานในครัวเพื่อเตรียมอาหาเช้า เช้านี้ผมได้นั่งกินอาหารเช้ากับ Tony ครูขี้อายจาก New York ที่มา Burning Man เป็นครั้งแรก หรือ virgin burner เหมือนกัน Tony เล่าให้ฟังว่าเขาตัดสินใจมาที่นี่เพราะเพื่อนเขายืนยันว่าการมาที่นี่จะทำให้เขาได้ประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขา เขาอยากมีความกล้ามากขึ้นและมีความสนุกสนานในชีวิต ผมได้พูดคุยกับ Tony อยู่อีกยาวนานหลังอาหารเช้าและดูเหมือนเขาจะหิวโหยกระหายกับการที่จะได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าจากอีกฟากนึงของโลกเป็นอย่างมากและไม่ยอมให้ผมหนีไปง่ายๆ Da Kai เพื่อนชาวฮ่องกงในกลุ่ม PAN ASIA ก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย และเราให้ฟังถึงงานค้นคว้าของเขาที่สนใจภาษาที่แสดงออกอยู่ในเสียงดนตรีที่นักดนตรีสร้างขึ้น ตอนนี้เองที่ผมเริ่มเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของ Burning Man ว่ามันมีคุณค่าอย่างไรในการเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน
ไม่ง่ายนักที่เราจะรวบรวมนักคิด นักสร้างสรรค์ และกบฏตัวแสบจากทุกมุมโลกมาอยู่พร้อมกันกว่า 70,000 คนในเวลาเดียว การมีบทสนทนาต่างๆระหว่างกันในบริบทที่เป็นอิสระจากตัวตนของแต่ละคนย่อมก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆในบทสนทนานั้น แน่นอนว่าในบริบทที่เปลี่ยนไป และในสภาพแวดล้อมที่ถูกกำหนดขึ้นว่าทุกอย่าง’เป็นไปได้’ใน Burning Man ความคิดใหม่ๆย่อมจะก่อกำเนิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องสงสัยว่าองค์กรใหญ่ๆที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่าง Google Tesla หรือแม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐ ต่างก็ส่งคนของตนมาตั้งแคมป์เพื่อจับดูความเคลื่อนไหวในงานนี้เป็นประจำ
ผมตั้งใจตั้งแต่แรกที่จะมาช่วยเหลือในการจัด TEDxBRC ที่จะมีในวันที่สามของงาน เราจึงใช้เวลาเล็กน้อยในบ่ายวันที่สองเพื่อประชุมกับทีมจัดงาน TEDxBRC ในแคมป์ IDEATE เพื่อเตรียมการต่างๆในวันรุ่งขึ้น ในตอนเย็นวันนั้น กลุ่ม PAN ASIA ทั้งหมดได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดกันเป็นการเฉพาะสำหรับแขกของ CEO ของ Burning Man แน่นอนทุกคนแต่งตัวกันอย่างสุดเหวี่ยงรวมทั้งกลุ่ม PAN ASIA ของเราด้วย สิ่งที่ CEO หญิง ของ Burning Man เล่าให้เราฟังถึงวิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการเปลี่ยนองค์กรเป็น องค์กรไม่แสวงผลกำไร (Non Profit Organisation) และ แนวคิดที่จะทำให้เกิดสถานที่อย่าง Burning Man ที่คงอยู่ได้ 365 วันในหนึ่งปี สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ผู้บริหารของ Burning Man ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และพวกเขาก็ทำสิ่งนี้ต่อเนื่องมาต่อเนื่องมาเกือบยี่สิบปี และยังไม่หยุดที่จะคิดสิ่งใหม่ๆทุกๆปี และสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง พลังงานแบบนี้กระมังที่ทำให้ Burning Man เป็นที่พูดถึงในบรรดาศิลปินและนักสร้างสรรค์มาได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ผ่านมา
ผมกลับมาที่แคมป์และเอาจักรยานขี่ออกไปท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนอีกครั้ง คราวนี้ผมขี่มันออกไปไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ เลย The Man ออกไป เลย The Temple ออกไป ใน playa ก็ยังมีงานศิลปะตั้งอยู่กระจัดกระจายอีกหลายชิ้น ผมแวะถ่ายรูปงานอยู่ชิ้นหนึ่งคนเดียวท่ามกลางความมืดมิด สายตาก็เหลือบไปเห็นดวงจันทร์ดวงมหึมาลอยอยู่เหนือขอบฟ้าไม่ไกล มองไปอีกทีเหมือนมีใบหน้าที่อยู่บนดวงจันทร์นั้นแล้วยิ้มให้ ผมก็นึกในใจทันทีว่า แหม่ พวกนี้ หลอกกันได้ นึกว่าเป็นพระจันทร์จริงๆเสียอีก ก็เลยคิดอยากจะขี่จักรยานเข้าไปดูใกล้ๆว่ามันติดตั้งงานยังไงหนอถึงได้เหมือนจริงขนาดนี้ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนปั่นจักรยานออกไปอีกไกลมาก จนทุกๆอย่างใน playa เริ่มจะเลือนหายไปจากสายตา The Man ก็เล็กลงเรื่อยๆจนเหมือนเป็นจุดอยู่ที่ขอบฟ้า ก็ยังคิดต่อไปว่าไอ้ศิลปินคนนี้มันขยันน่าดู เอางานมาติดตั้งเสียไกลมากจนเหมือนจริง และก็ยังตั้งใจขี่จักรยานออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆเข้าไปในทะเลทราย รู้สึกตัวอีกทีทุกอย่างหายไปในความมืด ไม่มีจักรยานแสงไฟคันไหนอยู่ในบริเวณรอบๆตัวอีกต่อไป ไหวพริบขณะนั้นเริ่มทำให้ผมสังเกตเห็นลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ
พายุทราย!
และก็เหมือนทุกอย่างจะพร้อมใจให้เข้าสู่ความพีคของดราม่าในคืนนั้น แสงไฟฉายที่สว่างไป 500 เมตรของผมก็เริ่มกระพริบ เป็นสัญญานว่า แบตเตอรี่กำลังจะหมดลง ผมตั้งสติมองไปในความมืดมองหา The Man ที่มีแสงไฟประดับในความมืดที่ขอบฟ้าอย่างตั้งใจ โชคดีพายุทรายที่พัดเข้ามาเป็นระยะ ยังมีจังหวะที่ซาลงให้เห็นออกไปได้ไกลเป็นบางช่วง ผมรีบตั้งล้อตรงแล้วปั่นรถไปยังแสงไฟอย่างรวดเร็ว สู้กับลมที่พัดเข้ามาปะทะอย่างรุนแรงจนแทบจะปั่นไปไม่ไหว น่าแปลกที่ความรู้สึกในตอนนั้นไม่ได้หวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น มีสติกับการปั่นจักรยานไปบนผืนทรายอย่างเนิบนาบเพราะแรงลม จนลมพายุลูกใหญ่ผ่านไป ไม่ต้องบอกว่าดีใจแค่ไหนที่เห็น The Man ไกลออกไปแค่ 20 เมตร นั่นเป็นประสบการณ์พายุทรายกลางคืนในทะเลทรายครั้งแรกของผม และผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอีกเกือบแทบทุกคืนหลังจากนั้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันใน Black Rock City ไป
ระหว่างทางกลับแคมป์ในคืนนั้น ผมขี่รถผ่านศิลปินคนหนึ่งที่ยังคงเขียนงานของเธอบนผนังของ Center Camp Cafe ไม่เสร็จ เธอชื่อ Gina Nichole และใช้ชื่อในการทำงานว่า Rocket ผมแอบถ่ายรูปเธอขณะที่เธอทำงานแล้วก็อดใจไม่ไหวเดินเข้าไปให้เธอดู เธอชอบใจและขอให้ส่งรูปไปให้เธอด้วยหลังจากกลับไปแล้ว นี่กระมังคือมนต์เสน่ห์แห่งมิตรภาพที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายใน Black Rock City
เช้าวันที่สามใน Burning Man ผมตื่นเช้าเหมือนเคยเพื่อออกไปยัง playa และถ่ายรูปงานท่ามกลางอากาศที่ปลอดโปร่งจากพายุทราย กับแสงอาทิตย์อ่อนๆตอนเช้า วันนี้ผมสังเกตว่ามีผู้คนที่ปาร์ตี้เลยเถิดจากเมื่อคืนมาถึงยามเช้าเป็นจำนวนที่มากขึ้น เสียงเพลงเต้นรำยังดังก้องอยู่ทั่วไปใน playa และมันเป็นความรู้สึกที่แจ๋วมาก ทำให้ผมนึกถึงตอนสมัยยังเรียนอยู่สถาปัตย์จุฬาฯที่ไปงานรับน้องกันบ่อยครั้งแล้วเต้นรำกันถึงรุ่งสาง แต่นี่มันคือ Burning Man และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปรกติประจำวันไปแล้ว
ผมเจอกับ Richard ที่แคมป์ในตอนสายและก็ชวนกันขี่จักรยานไปหาเพื่อนของ Richard สองคนที่ First Camp ซึ่งเป็นแคมป์แรกของ Burning Man คนสำคัญหลายๆคนที่เป็นเพื่อน หรือ เพื่อนของเพื่อนของบรรดาผู้ก่อตั้ง Burning Man และ Black Rock City ก็จะตั้งแคมป์รวมตัวกันอยู่ที่นี่ First Camp ตั้งอยู่ใกล้กับ Center Camp Cafe และ Esplanade เป็นแคมป์ที่กินอาณาเขตใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ตำแหน่งที่หาได้ง่ายที่สุดในเมือง
เพื่อนสองคนของ Richard คือ Tod กับ Daniel ทั้งสองคนเป็นคนที่พากลุ่ม PAN ASIA มาอยู่ใน IDEATE ในปีนี้ ผมเองก็ไม่ได้ถามละเอียดว่าทำไมสองคนนี่ถึงได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารของ Burning Man แต่ถ้ามาอยู่ใน First Camp ได้ก็คงจะไม่น้อยอยู่ ทั้งสองคนมีความสนใจในเรื่องเมืองในเอเซียอยู่เป็นอย่างมาก แถมยังมีโครงการค้นคว้าที่เล่าให้ผมฟังมากมายที่ฟังไม่ค่อยทัน ผมได้แบ่งปันเรื่องราวที่ผมใช้เวลาเกือบยี่สิบปีหลังค้นคว้าว่าจะทำอย่างไรให้มนุษย์สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายและเร็วเหมือนดีดนิ้ว ผมเล่าให้ฟังถึงความเช่ือที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในระดับสูงในการคิดเชิงสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ และไม่มีอะไรที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในการเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงแค่ถามคำถามให้ถูกเพื่อให้ความคิดเหล่านั้นปรากฏขึ้น คำถามที่เราควรถามไม่ใช่การถามหาความคิดใหม่ๆ แต่เราเพียงแต่ถามว่า ‘มีอะไรเป็นไปได้บ้างในบริบทที่เรามี’ เวลาที่เราพูดถึงบริบท เราต้องมองหาบริบทที่มีอยู่ตรงนั้นจริงๆและไม่ใช่ความหมายที่เราให้กับบริบทนั้น ในการที่จะให้ความเป็นไปได้เกิดขึ้นในบริบท ก็ต้องแน่ใจด้วยว่าเราได้สร้างที่ว่าง หรือ space ให้เกิดขึ้นโดยอนุญาตให้ความเป็นไปได้นั้นก่อกำเนิดขึ้นได้ เหมือนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าพร้อมที่จะให้เกิดการขีดเขียนขึ้น วิธีที่เราจะสร้างที่ว่างเหล่านั้นได้ เราต้องปล่อยวาง 3 สิ่ง สิ่งแรกคือการเชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่’เป็น’อย่างตายตัว สิ่งที่สองคือการเชื่อในเหตุผลหรือ ‘เพราะว่า’ โดยที่ทุกอย่างต้องมี ‘เหตุ’ เป็นต้นกำเนิดของ ‘ผล’ อย่างตายตัว และสิ่งสุดท้ายก็คือ ‘ตัวตน’ ของเรา ที่กีดขวางเราจากความเป็นไปได้อื่นๆของเราทั้งมวล และผมก็ยังเล่าให้พวกเขาฟังถึงการก่อตั้ง Creative District สำหรับย่านบางรักและคลองสาน ในกรุงเทพฯให้เขาฟัง ท่าทางสองคนนั้นจะสนใจมากจนกระทั่ง Richard หันมาถามผมว่าผมอยากจะพูดใน TEDx บ่ายนี้ซัก1-2 นาทีเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มั้ย น่าจะเป็นประโยชน์กับคนฟังบ่ายนี้เกือบ 500 คน ผมนี่แทบจะกระโดดกอดมันอย่างดีใจ ได้เป็น speaker ใน TEDxBlack Rock City เนี่ยนะ! นี่มันดีกว่าความฝันเสียอีก!
บ่ายวันนั้นกลุ่ม PAN ASIA ทั้งหมดไปรวมตัวกันที่ Playaskool แคมป์ใหญ่ปลายสุดบน Esplanade เพื่อช่วยกันเตรียมงาน TEDx ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การบรรยายเต็มไปด้วยสีสัน ทุกคนที่มาบรรยายก็จัดกันมาเต็มทั้งเนื้อหาและการแต่งกาย ตั้งแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ควอนตัม สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศน์ สังคมวิทยา สิทธิสตรี ไปจนความคิดสร้างสรรค์ ผมและเพื่อนในกลุ่ม PAN ASIA ได้รับเชิญให้ขึ้นไปพูดสั้นๆ 3-4 คนตามการแนะนำของ Richard ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมึนๆหนึ่งคนขึ้นไปพูด 1-2 นาทีแบบไม่ได้เตรียมตัวจะเรียกความสนใจได้เหลือเชื่อ U Haul เป็นคนจัดงาน TEDxBlack Rock City เดินมาบอกอย่างจริงใจว่า ชอบ 1-2 นาทีของผมมากถึงกับเชิญให้กลับมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยของเขาใน San Francisco ผมยังไม่ได้ตอบตกลงในทันทีเพราะยังไม่หายตกใจกับการพูดที่เพิ่งจบไปเมื่อซักครู่
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมผู้คนที่มา Burning Man ถึงได้คลั่งไคล้งานนี้หลักหนา พวกเขายินดีที่จะได้เป็นใครบางคนที่เขาไม่ได้เป็นในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตแบบที่เขาไม่เคยเป็น และทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เพื่อจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่เขานึกไม่ถึง มันจะเป็นอย่างไรหนอถ้าเรามีสถานที่แบบนี้ตลอดทั้งปี แทนที่จะเป็นแค่ 10 วันต่อปี ผมเริ่มค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่แจ๋วมากจากการที่เรามีคนแบบเดียวกันมารวมตัวจากทุกมุมโลกในแบบที่เขาเป็นตัวเขาอย่างแท้จริงและไม่ได้เป็น identity ของเขา มันทำให้โลกเคลื่อนตัวไปเร็วขึ้นอย่างไม่ต้องตั้งใจมากนัก
วันที่สี่ของผมใน Burning Man เริ่มสงบสุขขึ้น ความรู้สึกที่เรียกว่า Island effect เริ่มเบาบางลงและไม่ทุกข์ทรมานเหมือนเมื่อ 2 วันแรก ผมขี่รถจักรยานออกไปใน playa เหมือนทุกวันเช่นเคย เป็นที่น่าแปลกใจว่าทุกเช้าที่ผมขี่จักรยานออกไปสำรวจ playa นั้น ผมจะค้นพบงานใหม่ๆในทะเลทรายทุกวัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมค้นพบมันเพราะมองหาละเอียดขึ้นหรือเป็นเพราะเขาเพิ่งจะเอามาตั้งใหม่ในวันนั้น วันที่สี่นี่ผมเริ่มได้รูปที่ถูกใจมากขึ้น เริ่มจับเฟรมของรูปและวิธีที่อยากเล่าเรื่องได้ดีขึ้น และคิดว่าตัวเองกำลังทำงานศิลปะท่ามกลางงานศิลปะ
ผมกลับมาที่แคมป์และได้คุยกับ Koh Foo มากขึ้น Koh Foo มาจากสิงค์โปร์และทำงานให้กับสำนักนายกรัฐมนตรีของสิงค์โปร์ เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม PAN ASIA ที่ผมติดรถมาด้วยจาก Reno พอมาถึงที่แคมป์ Koh Foo ก็ค้นพบว่าการอยู่ใน yurt ที่เขาเลือกมาตั้งแต่แรกนั้นมันลำบากกว่าที่เขาคิดไว้ ผมเลยเชื้อเชิญให้มานอนในรถ RV ของผมที่เช่าไว้ด้วยกัน เป็นการตอบแทนบุญคุณที่ขับรถมาให้ผมจนยันรุ่งเช้า ผมได้เล่าให้ Koh Foo ฟังในหลายๆอย่างที่ผมทำอยู่ ทั้งในแง่ของความคิดและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และผมก็ได้เรียนรู้อะไรจากนักวิจัยของสำนักนายกรัฐมนตรีสิงค์โปร์คนนี้เยอะเหมือนกัน ระหว่างอาหารเช้า ผมกับ Richard ก็ได้นั่งคุยกับนักสะสมและค้าขายงานศิลปะหนุ่มสาวสองคนจาก Tunisia และ Syria รวมทั้งนักวิจัยด้านพฤติกรรมมนุษย์ชาวอิตาเลียนที่อาศัยอยู่ใน San Francisco ผมเริ่มสนุกสนานไปกับการขุดลึกลงไปในบทสนทนาที่มีกับผู้คนแปลกหน้าและผจญภัยไปกับมัน
บ่ายวันนั้นมีการรวมตัวของ Art car หลายสิบคันบริเวณ Playaskool และผมก็ตามออกไปดูอย่างสนใจ ยานพาหนะเหล่านี้แต่ละคันได้รับการตกแต่งอย่างบ้าคลั่งและมีรายละเอียดที่คิดมากเกินจำเป็นจนทำให้แปลกใจได้ตลอดเวลา โดยปรกติแล้วใน playa จะไม่อนุญาตให้รถใดๆวิ่งบนนี้ได้นอกจากจักรยานและรถฉุกเฉินต่างๆที่ได้รับอนุญาต จะมีอีกทีก็พวก Art car เหล่านี้แหละที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งได้ เพราะนับว่าเป็นงานศิลปะไม่ใช่ยานพาหนะ ถ้าใครอยากจะเอารถมาวิ่งเล่นบน playa บ้างก็คงต้องลงทุนตกแต่งจนจำสภาพรถไม่ได้แลกกับความสนุกสนานในช่วง 7 วัน รถ Art car หลายคันตกแต่งด้วยเครื่องเสียงระดับเทพจนกลายเป็นคลับเคลื่อนที่ไปบนทะเลทรายที่เต้นกันตั้งแต่ค่ำไปถึงรุ่งเช้า ปรากฏให้เห็นตอนพระอาทิตย์ขึ้นได้แทบทุกวันใน playa ของ Black Rock City แห่งนี้
ระหว่างทางกลับแคมป์ ผมแวะที่ Everywhere Pavilion เพื่อฟังการบรรยายของศิลปินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนทางด้านศิลปะของ Burning Man เธอเล่าให้ฟังว่าเธอได้เริ่มทำงานชิ้นแรกๆใน playa แห่งนี้เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน งานชิ้นแรกของเธอใน playa ทำให้เธอได้เรียนรู้เยอะมากเกี่ยวกับงานศิลปะของเธอที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ถึง 20 ตัว ความละเอียดอ่อนของอุปกรณ์อิเลคโทรนิคหลายชิ้นต้องถูกออกแบบให้ทนต่อสภาพภูมิอากาศที่ทารุณกลางทะเลทรายอย่างใน Black Rock City นี้ให้ได้ เธอเล่าอย่างติดตลกว่า เธอรู้ดีว่าถ้าเธอติดตั้งงานใน playa สำเร็จ เธอก็จะสามารถติดตั้งงานนี้ได้ทุกที่ทั่วโลก เพราะไม่มีที่ไหนโหดเท่านี้อีกแล้ว หลังจากนั้นงานของเธอก็ได้รับเชิญไปแสดงตามที่ต่างทั่วโลก เป็นที่รู้จักมากขึ้น งานชิ้นแรกๆของเธอก็ยังคงได้รับการสนับสนุนจากกองทุนทางด้านศิลปะของ Burning Man อยู่อีกหลายครั้งจนปัจจุบันเธอเริ่มดูแลการทำงานของเธอเองได้ และมีทีมงานที่คอยสนับสนุนการทำงานอีกหลายสิบคน
Burning Man มีการจัดตั้งกองทุนเพื่องานศิลปะทั่วโลก โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่มาแสดงในเทศกาลเท่านั้น ถ้าเขาเห็นงานชิ้นไหนที่สมัครเข้ามาแล้วพวกเขาชอบ เขาก็ยินดีจะสนับสนุนงานเหล่านั้นให้ได้ถูกสร้างขึ้น ศิลปินทุกคนสามารถเขียนจดหมายไปหากองทุนนี้ได้ อธิบายรายละเอียดของงาน และถ้าพวกเขาชอบงานก็จะได้รับการสนับสนุน หรือแม้กระทั่งได้นำมาแสดงใน playa ด้วยซ้ำ
อากาศในทะเลทรายในวันที่สี่นี้ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ การขี่จักรยานไปตามแคมป์ต่างๆโดยไม่มีหน้ากากป้องกันตาหรือผ้าปิดจมูกเริ่มจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พายุทรายพัดแรงจนเรื่มไม่เห็นจักรยานคันหน้าที่ห่างออกไปแค่ 5 เมตร อากาศยังร้อนระอุ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ยังมีสาวๆถอดเสื้อขี่รถให้ไปมาแม้พายุทรายน่าจะแรงจนบาดผิว ชวนให้ผมรู้สึกเจ็บแทน
วันที่ห้าเป็นวันแรกที่ผมเริ่มเข้าไปช่วยงานในครัวของแคมป์ IDEATE ทุกคนมีข้อตกลงที่ต้องเข้าไปช่วยงานในครัวอย่างน้อยสองครั้งในการอยู่ที่นี่ ตอนแรกผมก็มีความรู้สึกลังเลอยู่บ้างว่าจะทำเขาเละเทะมั้ยเนี่ย เนื่องด้วยไม่เคยทำอาหารอะไรจริงจังขนาดนี้มาก่อน (แม้ว่าจะเป็นเจ้าของร้านอาหารสองร้าน น่ากลัวมาก) แต่หลังจากมีดหั่นลงไปบนแตงโมลูกโตเป็นครั้งแรก ผมก็เริ่มประหลาดใจที่รู้ว่าหั่นแตงโมเป็นด้วยเว้ยเฮ้ย การทำงานในครัวไม่ได้ยากอย่างที่ผมคิด จะมีเด็กๆในแคมป์หลายคนที่มาจนชำนาญก็จะลุกขึ้นมาหัวหน้างานในครัว แล้วก็เริ่มบอกว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ในครัวแต่ละกะมีคนประมาณ 6-8 คนช่วยกันอย่างชุลมุนแต่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือสำหรับมื้อเช้า เรามีสัญญาว่าอาหารเช้าต้องออกมาเวลาประมาณ 10 โมงครึ่งทุกวัน และผมสนุกมากกับการที่วันนี้เราส่งมอบอาหารเช้าได้ตรงเวลา ทุกคนในครัวโผเข้ากอดกันและถ่ายรูปกันหลังจากงานสำเร็จอย่างสนุกสนาน ที่เองกระมังที่เป็นจิตวิญญานของการให้ในการอยู่ร่วมกันในแคมป์
ระหว่างที่ผมกำลังล้างจานอยู่ Koh Foo ก็วิ่งมาบอกผมว่ามีน้ำรั่วไหลออกมาจากรถ RV ผมรีบวิ่งกลับมาดูที่รถก็พบว่า น้ำกำลังไหลออกมาจากรถเองกะบะใหญ่มองรองน้ำได้เกือบเต็ม Koh Foo บอกว่าน่าจะเป็น grey water หรือน้ำใช้แล้วที่มาจากที่อาบน้ำหรืออ่างล้างมือ แต่น้ำมันดูสะอาดเกินไปสำหรับผม ผมเปิดฝาห้องเครื่องข้างรถตรงจุดที่น้ำไหลออกมาดูก็พบว่าน้ำไหลออกมาจากปลั๊กอุดปลายท่อของระบบน้ำร้อน ผมวิ่งกลับขึ้นไปดูบนรถก็พบว่าพ่อเจ้าปะคุณแกเปิดน้ำร้อนอาบโดยเปิดระบบความร้อนทั้งไฟฟ้าและแก๊สพร้อมๆกันทำให้น้ำร้อนเกินจนอุปกรณ์แตก ข่าวดีคือเรารู้ว่าสาเหตุอยู่ตรงไหน ข่าวร้ายคือน้ำสะอาดในถังเก็บภายในรถเราไหลออกมาจนหมดเกลี้ยง
ในการผจญภัย บางทีหลายๆสิ่งก็จะไม่ได้เดินไปในแบบที่เราคิด อุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นปรกติ และในการวางแผนเพื่อการเดินทางในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนั้น การมีแผน A แผน B หรือแม้กระทั้งแผน C จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การอยู่กลางทะเลทรายโดยไม่มีน้ำใช้เลยนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก จนอาจถึงขั้นหดหู่ โชคดีที่ผมสั่งน้ำสำรองมากับรถ RV ไว้ก่อนหน้านี้อีกเกือบ 20 แกลลอน จึงไม่ได้ตื่นตะหนกมากนัก เมื่อผมติดต่อคนที่ดูแลรถ RV ที่ผมเช่ามาได้ในวันถัดไป เขาไม่สามารถซ่อมระบบน้ำร้อนได้ แต่สามารถปิดระบบและ bypass ระบบน้ำร้อนได้ให้น้ำไม่ไหลเข้าไป หลังจากที่ช่วยกันเติมน้ำสำรองเข้าไปได้ ชีวิตก็กลับมาสู่สภาพเกือบจะปรกติ แค่ต้องอาบน้ำเย็นให้เป็นเท่านั้น
บ่ายสามโมงวันนั้นเพื่อนๆในกลุ่ม PAN ASIA และกลุ่ม TEDxBRC ก็พากันไปรวมตัวที่แคมป์ Red Lightening ริม Esplanade เพื่อฟังการบรรยายของ Chip Conley หนึ่งในบรรดากรรมการของ Burning Man และเจ้าของ blog ชื่อ Fest 300 เล่าให้ฟังถึงมุมมองที่เขามีกับงานเทศกาลที่มีอยู่ทั่วโลก Chip เป็นคนที่ชอบและหลงไหลงานเทศกาลเหล่านั้อย่างจริงจัง โดยปราวนาตัวเองที่จะเดินทางไปงานเทศกาลเหล่านั้นทุกๆแห่งในหนึ่งปี ตั้งแต่งานเทศกาลที่มีมานับพันปีและมีคนเข้าร่วมเป็นแสนในอินเดีย หรืองานเล็กๆที่มีคนมาร่วมนับจำนวนได้เป็นแค่หลักร้อย Chip ตั้งคำถามว่าทำไมงานเทศกาลต่างๆถึงได้กลับมารับความนิยมจากสังคมมนุษย์ชาติอย่างมากอีกครั้งในช่วงหลายปีหลังมานี้ เขานำเสนอความคิดหลักๆ 4 ประการด้วยกัน
ประการแรก สังคมมนุษย์ในโลกแบบที่ดิจิตอลกันมากขึ้นทุกวันนั้น ดูเหมือนจะโหยหาต้องการสิ่งที่เป็น ประเพณี หรือ ritual มากขึ้นเช่นกัน ritual สร้างให้มนุษย์เกิดสมดุลย์ขึ้นระหว่างความอ่อนโยนทางวัฒนธรรมกับความแข็งกร้างของเทคโนโลยี่ จนการได้มีประสบการณ์ของ ritual นั้นได้กลายเป็นการพักร้อน หรือ vacation แบบใหม่ของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน Chip โยงคำว่า vacation เข้ากับคำว่า holidays และให้เห็นความหมายของ ritual ที่อยู่ใน holy หรือสิ่งที่สักการะ ในคำว่า holiday ด้วยอย่างน่าสนใจ ระหว่างที่ฟัง ความคิดผมก็ลอยกลับไปเทียบกับเมืองไทยครู่หนึ่งแล้วก็หายสงสัยว่าทำไมตลาดนัดสุดสัปดาห์หรือเทศกาลดนตรีถึงได้เป็นเรื่องสนุกสนานของยุคสมัยของวัยรุ่นไทยในปัจจุบันไปได้
ประการที่สอง Chip พูดถึงความสนใจใคร่รู้ในต่างวัฒนธรรมที่เราเรียกว่า Cultural Curiosity ปัจจุบันประชากรโลกเพิ่มขึ้นในทุกมุมโลก จากประมาณ 3 พันล้านคนตอนเขาเกิดไปจนถึง 7 พันล้านคนในปัจจุบัน ขอบเขตของวัฒนธรรมต่างๆที่หลากหลายมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นจนเริ่มเกิดความสงสัยอยาจะชะโงกหน้าเข้าไปมองวัฒนธรรมข้างเคียงกันมากขึ้น ในวิธีที่เหมือนจะสอดรู้สอดเห็น และงานเทศกาลก็ดูจะเป็นเหมือนข้อแก้ตัวที่ดีที่เปิดโอกาสให้เราเข้าไป ‘สอดรู้สอดเห็น’ ได้ไม่ยากเย็นนัก ประการที่สาม Chip อธิบายว่ามนุษย์นั้นชอบเคลื่อนตัวไปเป็นฝูงไปด้วยกันในแบบชนเผ่า (Flocking with Tribe) การ ‘ไปเป็นฝูง’ เห็นได้ชัดในการขี่มอเตอร์ไซค์ หรือ จักรยานไปด้วยกัน ชนเผ่าที่ว่านี่คือต้องมีความสนใจหรือวัฒนธรรมเดียวกัน ถ้าได้เคลื่อนไปเป็นฝูงเมื่อไหร่แล้วล่ะก็ มนุษย์จะมีความสุขมาก และประการสุดท้าย คือความปราถนาที่จะไปสู่สภาวะทางจิตใจที่สูงขึ้น (Transcendence) ซึ่ง Chip บอกว่า งานเทศกาลหลายๆแห่งมีสิ่งนี้ซ่อนอยู่ รวมทั้ง Burning Man ใน Black Rock City นี้ด้วย
อากาศในวันนี้เริ่มเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด พายุทรายพัดอย่างรุนแรงตลอดบ่ายในแบบที่มองไม่เห็นทาง อุณหภูมิก็เย็นลงเรื่อยๆ แต่หนุ่มสาวชาว Burner ฮาร์ดคอร์ทั้งหลายก็หาได้หวั่นไหวไม่ ยังคงเต้นรำอย่างดื่มด่ำต่อไปอย่างเต็มที่ เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เมากันแบบเสียผู้เสียคน พรุ่งนี้แล้วสินะที่ The Man จะถูก Burn หรือเผากันลงไปให้ราบคาบ เสียงเพลงดังมาจากถนนทุกสายใน Black Rock City และจากทุก Art car บน playa ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงรุ่งสาง และความสนุกสนานปกคลุมไปทั่วเมืองต่อสู้กับภาวะอากาศที่แย่ลงโดยไม่มีใครเกรงใจใคร
วันที่หก และเราจะเผา The Man กันวันนี้
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ Koh Foo จะอยู่กับพวกเราใน Burning Man เขาจะเดินทางกลับไปสิงค์โปร์กลางดึกคืนนี้ทันทีหลังจากที่ Burn กันเรียบร้อย ผมชวนเขาออกไปสัมผัสหนาวยะเยือกยาวเช้ามืดกับผมเพื่อบูชาศิลปะท่ามกลางแสงแรกของวันใหม่ด้วยกัน Koh Foo โดนลากออกไปอย่างน่าสงสารตรงที่พี่แกไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวดีๆมาเลยเพราะแกคิดว่าทะเลทรายนี่คงเน้นร้อนอย่างเดียว แต่เขาก็ขอบคุณที่ผมชวนออกไป เพราะแม้ว่าจะหนาว -1 องศาเซลเซียส จนมือเกือบแข็งบนจักรยาน แต่ภาพแสงอาทิตย์แตะขอบฟ้ากลางทะเลทรายนี่เป็นความงามที่หาคำบรรยายอะไรก็เทียบไม่ได้ทีเดียว ยิ่งแสงที่ว่านี่สาดลงไปบนงานศิลปะ ที่ทำจากแผ่นโลหะเจาะรู ประกอบขึ้นเป็นตัวหนังสือ Dream-Live-Be-Ok สูงสามเมตรครึ่ง ของ Jeff Schomberg ด้วยแล้วละก็ โลกทั้งใบมันก็จะดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ขากลับผมกับ Koh Foo แวะ Center Camp Cafe สำหรับกาแฟซักแก้ว ที่เคยบอกว่าในงานนี้ไม่มีที่ไหนใช้เงินได้เลยก็ยังจริงอยู่นะครับ จะมียกเว้นก็ที่ Center Camp Cafe นี่ที่เดียวที่ขายกาแฟสด ลาเต้ เอกเพรสโซ่ คาปูชิโน ชา และเครื่องดื่มพื้นฐานอีก 2-3 อย่าง เป็นที่เดียวที่สามารถใช้เงินให้มีค่าได้ที่นี่ ชีวิตผมดีขึ้นจริงๆหลังจากได้ กาแฟลาเต้ร้อนๆซักแก้วยามเช้าที่อากาศหนาวจัด เราสองคนเจอเข้ากับ Richard พอดีในร้านกาแฟนี่เอง เขาบอกว่าเขาไม่ได้หยิบเงินมาซื้อกาแฟ ผมตั้งท่าจะหยิบเงินให้ยืมแต่เขาบอกไม่ต้อง เขาอาสาสมัครเข้าไปช่วยงานในร้านกาแฟเมื่อซักครู่นี้เองประมาณ 1 ชั่วโมง แลกกับกาแฟหนึ่งแก้ว
ชีวิตใน Black Rock City ต้องการอาสาสมัครในงานสำหรับทุกๆอย่าง และการทำงานอาสาสมัครก็ทำให้หลายตนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในเมืองแลกกับอาหารการกินได้ตามสมควร แต่ก็คงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ผู้คนเข้ามาอาสาสมัครแน่นอน อะไรบางอย่างที่ทำพวกเขาอบอุ่นอยู่ในใจในการให้บริการผู้อื่นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า
คืนนี้เป็นคืนสำคัญที่สุดใน 7 วันของ Burning Man เป็นคืนที่เป็นสัญญลักษณ์ของความคิดทั้งหมดของเทศกาลนี้ ใช่ เป็นวันที่เราจะเผา The Man ประติมากรรมไม้สูง 20 เมตร ที่อยู่เป็นหัวใจของงานมาตลอดหกวันที่ผ่านมาให้เป็นเถ้าถ่านในวันรุ่งขึ้น วิทยุประจำเมืองรายงานว่าผู้คนยังเดินทางเข้ามาเพิ่มเติมจากภายนอกอย่างไม่ขาดสายจนการจราจรที่ประตูทางเข้างานกลับมาวุ่นวายอีกครั้งหนึ่งหลังจากวันแรกๆของงาน หลังจากทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายในแคมป์และมีการขอบคุณร่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็รีบมุ่งหน้าไปสู่ The Man ให้ทันสามทุ่ม มือสองข้างของ The Man ที่วางอยู่ข้างลำตัวมาตลอดหกวัน จะยกขึ้นสองมือขึ้นฟ้า เป็นสัญญลักษณ์ว่าจะ Burn กันวันนี้ ทุกคนที่อยู่ใน Black Rock City เกือบ 70,000 คน เดินเท้าเข้าไปสู่พื้นที่ Burn แทนที่จะเอาจักรยานไปเช่นเคย เพราะนึกภาพจักรยาน 70,000 คันจอดเรียงรายกันเต็มไปหมดคงเกะกะและหายากอยู่พิลึก ผมเดินเบียดเสียดเข้าไปได้ไม่ใกล้นักเพราะจำนวนผู้คนมหาศาลที่มากกว่าสนามกีฬาทั้งสนาม ต่างทั้งนั่งทั้งยืนเรียงรายอยู่รอบ The Man เต็มไปหมด ทุกคนแต่งตัวกันแบบจัดเต็ม เสียดายที่คืนนี้อากาศเย็นจัด ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นเนื้อหนังมังสามากกว่านี้ไม่น้อย รอบนอกออกไป Art car เกือบจะทุกคันจอดล้อมวงเป็นรัศมีห่างออกไป ราวกับเป็นรั้วที่บอกอาณาเขตของงานคืนนี้ ทุกคันจัดกันอย่างเต็มที่ทั้งแสงสี เพลง คันไหนพ่นไฟได้ก็ยิงกันถี่รัวแบบไม่ยั้ง บรรยากาศสนุกสนานกันแบบเต็มที่ ในแบบที่ละลานตาไปหมดทั้งบริเวณ
พอได้เวลา ดอกไม้ไฟก็เริ่มถูกจุดขึ้นจากตัว The Man จำนวนหลายร้อยชุด เสียงระเบิดของดอกไม้ไฟรัวระงมไปทั้งงานอยู่พักใหญ่จนผู้คนรอบข้างเฮกันหมดแรง เปลวเพลิงขนาดใหญ่ 4 อันก็ออกมาจากปลายกระบอกส่งด้านล่างของตัวงาน ยิงเปลวไฟเข้าใส่ตัวงานพร้อมๆกัน เสียงของเปลวไฟดังกึกก้องน่ากลัวมาก และไม่กี่วินาทีต่อมา The Man ก็เรื่มลุกเป็นไฟทั้งตัว
ผู้คนโดยรอบเริ่มโห่ร้องกันอย่างบ้าคลั่งสนุกสนาน ความสนุกสนานของคืนนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผมยืนดูเปลวไฟค่อยๆลามเลียไปตามส่วนต่างๆของ The Man อย่างเพลิดเพลิน ตั้งแต่เปลือกชั้นนอก ไปจนถึงส่วนหัว โครงร่างของ The Man โดยเฉพาะส่วนขา ที่แกนกลางทำมาจากไม้ขนาดเกือบ 30 cm คูณ 30 cm ค่อยๆถูกไฟเผาลงไปทีละน้อย The Man โดนเผาไปเกือบชั่วโมง ก็ยังยืนอยู่ได้โดยมีเปลวไฟเกาะกินอยู่ตามโครง แม้ว่าผิวจะมอดไหม้ไปจนเกลี้ยงแล้วก็ตาม อีกไม่นานนักหลังจากนั้น โครงขาก็ค่อยๆขาดสะบั้นลง The Man ล้มลงที่พื้นพร้อมกับขี้เถ้าก้อนใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดมิด
ผู้คนส่งเสียงร้องโหยหวนพร้อมๆกันเหมือนหมาป่าในทะเลทราย แล้วดนตรีจาก Art car ทุกคันก็เริ่มบรรเลงกันอย่างสนุกสนาน The Man ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเพียงกองไฟกองใหญ่ก็ยังส่งเปลวไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไออุ่นของกองไฟสร้างแรงดึงดูดได้เป็นอย่างดีในคืนกลางทะเลทรายที่เย็นยะเยือกแบบนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยหรือ Ranger ลดแนวเขตป้องกันลง หลายคนก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้าไปปาร์ตี้กันรอบกองไฟ ซึ่งยังจะคุกรุ่นไปอีกถึงรุ่งเช้า อีกหลายคนก็แยกไปปาร์ตี้ตาม Art car ที่อยู่รายรอบ คืนของ Burning Man เป็นกลางคืนที่ยาวนานและหลุดโลกที่สุด ราวกับความสนุกทั้งชีวิตจากทุกมุมโลกถูกนำมาอัดกันไว้ในคืนเดียว
วันที่ 7 เป็นวันสุดท้ายของ Burning Man เป็นวันที่ไม่ได้มีความสนุกสนานแบบเดิมใน Black Rock City เป็นวันที่แต่ละแคมป์เริ่มทะยอยรื้อแคมป์ลงที่เราเรียกว่า strike ปาร์ตี้จบลงแล้ววันนี้ และในตอนเย็นจะเป็นการเผา The Temple ซึ่งจะดำเนินไปอย่างสงบที่แตกต่างออกไป
ผมขี่จักรยานออกไปในตอนเช้าด้วยเหตุที่อยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นใน playa บ้างเมื่อคืนนี้ อากาศใน playa เช้านี้ยังหนาวเย็นอยู่ในแบบที่ไม่น่าให้อภัย มือสองข้างที่ผมจับแฮนด์จักรยานถูกลมหนาวเย็นบาดจนมือชา จุดแรกที่ผมตั้งใจไปถึงในเช้านี้คือจุดที่เคยเป็น The Man อยู่ กองไฟยังกรุ่นอยู่ถึงเช้า คนนับร้อยยังยืนอยู่รอบกองไฟราวกับสนุกกันมาทั้งคืนและยังไม่อยากให้ความสนุกนั้นจากไป หลายคนนอนอยู่รอบกองไฟทั้งคืนและอิงไออุ่นของ The Man ที่ถูกเผาจนกลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน ผมเองก็ได้โอกาสโอบกอดไออุ่นนี้ในยามเช้าอย่างหื่นกระหาย ช่วยให้มือสองข้างพอจะมีความรู้สึกพอที่จะหยิบกล้องออกมากดชัตเตอร์ได้บ้าง ผมเหลือบมาองออกไปโดยรอบ งานศิลปะหลายชิ้นเริ่มหายไป ผมเห็นกองขี้เถ้าอีกหลายกองไม่ไกลจากนั้นเท่าไหร่นักที่เคยเป็นที่ตั้งของงานอีก สองชิ้นที่ผมชอบ ใช่แล้วครับ มันถูกเผาจนราบไปเหมือนกัน งานทุกๆชิ้นที่ทำขึ้นจากไม้น่าจะโดนเผาทิ้งไปทั้งหมดพร้อมๆกันในช่วงสองคืนสุดท้ายของงาน ข้างหน้าผมยังมองเห็นแต่ The Temple ที่ยังยืนตระหง่านอยู่รอให้ถูกเผาให้มอดไหม้ไปในคืนนี้เช่นกัน
ผมกลับไปที่ Center Camp Cafe อีกครั้งเพื่อสั่งกาแฟกินเป็นการบอกลาอีกซักแก้ว ทุกครั้งที่คนรับออเดอร์ผมถามว่าชื่ออะไร ผมจะบอกว่าชื่อ บางกอก เพราะว่าชื่อจริงผมนั้นมันพัลวันกับลิ้นเกินกว่าที่ชาวอเมริกันลิ้นแข็งทั้งหลายจะพริ้วตามได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็สนุกดี ทุกครั้งที่บอกว่าชื่อ บางกอก ก็จะมีบทสนทนาเกี่ยวกับเมืองไทยให้ได้ยินจากคู่สนทนากันสั้นๆทุกครั้ง วันนี้อีตาคนที่รับออเดอร์ผมมันจำผมได้พอผมบอกชื่อออกไป มันบอกไอ้บางกอกนี่มาอีกแล้ว ฉันจำแกได้ แล้วก็สนุกสนานเฮฮากันไป
ผมเลือกนั่งอยู่บนเบาะวางพื้นในมุมหนึ่งกลาง Cafe ตัวอาคารรูปทรงกลมถูกขึงมุงหลังคาด้วยผ้าแบบง่ายๆ ตรงกลางเวันไว้เป็นช่องแสงวงกลมขนาดใหญ่ให้แสงลอดลงมา ผมมองออกไปเห็นท้องฟ้าสีฟ้าเข้มไม่มีเมฆตามปรกติของอากาศหนาวเย็น สีฟ้าตัดกับธง และ ธงแขวนด้านในสีแดง ส้ม เหลือง สดใส ตรงหน้าผมมีคู่รักสองคนกอดกันนัวอยู่ในผ้าห่มมาตั้งแต่เมื่อคืน คุณแม่ที่ใส่ชุดทีมงานของ Burning Man สีเข้มกำลังดูลูกๆของเธอสองคน น่าจะ 7 ขวบ กับ 5 ขวบ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ผมรู้สึกผ่อนคลาย สงบสุข และเบิกบานในเวลาเดียวกัน ผมมองไปที่เคาน์เตอร์กาแฟไกลๆ เห็น Richard เพื่อนผมเข้าไปอาสาสมัครแลกกาแฟฟรีอีกแล้ว อีกมุมหนึ่งมีเวทีตั้งอยู่ให้ทุกคนที่อยากเอาการแสดงของตนมาอวดเล่นได้ตามใจ แต่ต้องลงตารางจองกันไว้ล่วงหน้า ผมได้ยินเสียงเพลงที่กำลังเล่นอยู่แว่วมาฟังดูเข้าท่า เลยขยับตัวเข้าไปนั่งฟังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
เขาเรียกตัวเองว่า Simply Bee เล่นเครื่องดนตรีสองชิ้น กีตาร์และเบสสลับกันไปมาและซ้อนเสียงลงบน boom box อย่างคล่องแคล่ว หลังจากเล่นจบ เขาเริ่มแจก CD ให้ฟรีให้กับคนที่สนใจข้างเวที ในตอนแรกผมไม่ค่อยคุ้นเคยนักและตั้งใจจะหยิบเงินซื้อแผ่นจากเขา แต่เมื่อรู้ว่าเขาอยากให้เรามีความสุขกับงานของเขาจริงๆก็รู้สึกว่าโลกนี้ที่แท้จริงก็ไม่ได้เลวร้ายไปนัก
ผมกลับมาที่แคมป์ วันนี้เป็นวันที่ผมต้องทำงานในครัวอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ผมเจอ Chris จาก San Francisco กำลังหน้าเสียอยู่คนเดียวในครัว เขาบอกว่าพวกที่ทำงานกะอาหารค่ำเมื่อวานคงจะรีบออกไป burn กันหมดจนไม่มีใครล้างจานที่ใช้ในครัวเลย ผมหันไปมองกองหม้อกะทะกองใหญ่บนอ่างล้างจานแล้วก็อึ้งไปนิดนึง ทุกอย่างช่างโสโครกได้อย่างไม่น่าเช่ือ ได้เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่ผมจะได้มีโอกาสปล่อยวางตัวตนอีกครั้ง จะมีใครเชื่อว่าชายไทยที่มีชีวิตสุขสบายอีกฟากนึงของโลกกำลังล้างจานกองใหญ่ในครัวกลางทะเลทรายอย่างขักเขม้น สุดท้ายทุกคนก็มาช่วยกันทำอาหารเช้าจนเสร็จ ผมก็ล้างจานต่อไปจนเสร็จเหมือนกัน ผมได้ทำอาหารกับ Tim ที่เหมือนจะคล่องแคล่วในครัวราวกับเป็นเชฟ เขาสอนผมหั่นผักและกุนเชียงจนชำนาญ อาหารเช้าวันนี้ประกอบไปด้วยไข่ scramble ไส้กรอกกุนเชียงผัดกับกระหล่ำ และขนมปังปิ้งทาด้วยอโวคาโดที่ถูกยีจนละเอียดเป็นครีม
ผมเริ่มออกไป strike แคมป์ลงบางส่วน กลางแสงแดดร้อนระอุ ผมเริ่มช่วยกันกับคนในแคมป์รื้อ yurt ลงทีละอัน แกะ พับ ห่อเก็บเพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้มันในปีต่อไป สาวๆที่ออกแรงไม่ไหวก็ทยอยกันคอยเอาน้ำออกมาป้อนหนุ่มๆที่ทำงานกันกลางแดดกร้าน แสงแดดและฝุ่นทำให้งานต่างๆดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าที่มันควรจะเป็น และการจิบน้ำเป็นระยะๆไม่ใช่ทางเลือกที่เลือกได้ ผมกลับมาที่ RV และนอนสลบไสลไปอีกนานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ล่วงเลยมาถึงเวลาเย็นที่พร้อมจะออกไป burn ที่ The Temple ด้วยกันกับคนอื่นๆ
ผมขี่รถออกไปกับเพื่อนในกลุ่มมุ่งหน้าออกไปที่ The Temple เพื่อให้ทันตอนที่จะเริ่มจุดไฟตอนสองทุ่ม การเผา The Temple เป็นบรรยากาศที่แตกต่างไปจากการเผา The Man อย่างสิ้นเชิง ระหว่างงานทั้ง 7 วัน ผู้คนที่มาต่างก็นำของใช้ของคนที่เขารักและเสียชีวิตไป รวมทั้งคำไว้อาลัยต่างๆเขาไปเขียนหรือวางไว้ในตามซอกมุมต่างๆของ The Temple บางคนก็ถึงกับนำเถ้าอัฐิของคนที่เขารักนำมาเผาไปพร้อมกัน การเผา The Temple จึงเป็นเหมือนกับประเพณี หรือ ritual ค่อนข้างมากกว่าการเผา The Man เมื่อคืนวาน ทุกคนนั่งลงอย่างเงียบสงบอยู่รอบๆ The Temple ในระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ดูเหมือนผู้คนจะบางตากว่าเมื่อคืนนี้มาก เทียบกันแล้วน่าจะน้อยกว่าครึ่ง ไม่มีเสียงเพลงหรือแสงไฟจากรถ Art car ที่จอดอยู่โดยรอบไม่กี่คัน ไม่มีแม้กระทั่งเสียงคุยกัน ทุกอย่างดูเงียบสงัดท่ามกลางทะเลทราย จนกระทั่งคบเพลิงอันแรกจุดไฟที่ฐานของ The Temple ให้ลุกติดไฟขึ้นจึงได้เริ่มมีเสียงฮืออื้ออึงมาจากผู้คนที่นั่งอยู่รายล้อมในขณะนั้น ทันทีที่เปลวไฟเริ่มสูงขึ้นก็เริ่มมีเสียงตะโกนต่างๆมาจากฝูงชนว่า ฉันรักคุณ หรือ ฉันคิดถึงคุณบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นการพยายามสื่อสารถึงคนที่เขารักที่จากไป ถ้าลองฟังดีอาจได้ยินแม้แต่เสียงร้องไห้กระซิกที่ดังไกลออกไป
Tod เพื่อนของ Richard ที่เป็นวงในเล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองไม่ได้ตื่นเต้นกับการเผา The Temple เท่าไหร่นักเพราะเป็นสิ่งที่เพิ่มมาภายหลัง และดูเหมือนปีนี้เขาไม่ได้ชอบการออกแบบของ The Temple นักในปีนี้ เขาบอกว่าบางทีก็เบื่อๆกับดราม่าจากฝูงชนตอนเผา The Temple ซึ่งมันไม่ค่อยใช่ความตั้งใจของคนจัดงานตั้งแต่เริ่มต้น ผมเองก็พยายามจะทำใจให้ซาบซึ้งตามไปด้วยกับบางส่วนที่ครวญครางอยู่โดยรอบ ซึ่งก็ไม่ใช่ธรรมชาติแต่ไหนแต่ไร สำหรับผมมันก็กองไม้อีกกองที่ถูกเผา แต่พูดออกไปก็คงจะมีคนเคืองเพิ่มอีกหลายคน
ในที่สุดยอดสุดของ The Temple ก็ล้มลงมาอย่างช้าๆ ส่งควันไฟพุ่งขึ้นไปในอากาศอีกระลอกนึง ความเงียบยังปกคลุมไปทั่วทะเลทราย พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ผมค่อยๆถอยออกมาเงียบๆจากฝูงชน เพื่อจะยืนดูภาพสุดท้ายของ Burning Man ให้สมใจกับที่รอมานานแสนนาน
สำหรับผม ผมไม่เคยสงสัยว่า Burning Man คืออะไร หรืออะไรคือวัตถุประสงค์ของมัน สิ่งที่ผมค้นหามาตลอด 7 วันที่ผ่านมาน่าจะเป็นคำตอบสำหรับประโยคที่ว่า ‘Burning Man จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไป’ ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองมาหลายครั้งในหลายช่วงของชีวิต ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในภพภูมิที่สูงขึ้น ก็คิดเสมอว่า มันไม่มีทางมีอะไรที่เปลี่ยนฉันไปได้ไกลกว่านี้แล้ว นี่ฉันก็มาไกลแล้ว นี่ฉันก็ดีอยู่แล้ว ผมรอคอยอยู่อย่างผิดหวังอยู่เงียบๆว่ามาจนถึงวันนี้ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงผมไปได้อีกจากจุดนี้ มันก็แค่กองไฟอีก 2-3 กองที่เผาขึ้นสู่ยอดฟ้า ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
เช้าวันที่ 8 เป็นวันที่เราจะเดินทางกลับกัน แผนการก็คือผมจะติดรถ RV ของกลุ่ม PAN ASIA (ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่ 5 คน เพราะทะยอยกลับไปบ้างบางส่วน) ออกจากนี่ประมาณบ่ายสามโมง ไปลงที่ Reno นอนเล่นที่ Reno คืนนึง เที่ยวเตร่ให้หายอยากแล้วจึงบินกลับไป ลอสแอนเจลลิส ในตอนค่ำ เพื่อบินกลับมากรุงเทพฯ ตอนเช้ามีเวลานิดหน่อยก็จะช่วยเขา strike แคมป์ต่อพอไม่ให้น่าเกลียด แล้วก็จะเป็นวันที่ชิลมากอีกวันหนึ่ง
งาน strike แคมป์ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าในแบบที่ผมดูแล้วต่อให้อีกสองวันก็ไม่น่าเสร็จ มุมมองที่ผมมีกับเด็กๆในแคมป์ก็ยังเห็นว่าพวกนี้ก็ยังเล่นสนุกสนาน ตอนนี้เองที่ผมเริ่มสังเกตุเห็นว่าเด็กในแคมป์จะมีสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มนึงจะเป็นพวกที่สนุกเฮฮาเป็นหลัก ถึงตอนทำงานหนักก็จะหลบๆ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ กับอีกกลุ่มหนึ่ง 7-8 คนจะเป็นกลุ่มก่อตั้งแคมป์มาตั้งแต่แรกที่นำโดย Doc North ซึ่งเป็นชื่อใน playa ของเขา กลุ่มแกนนำเหล่านี้จะมีการทำงานที่เข้มแข็งมากในการ strike แคมป์ลง มีการจัดการเป็นขั้นเป็นตอนและลงมือทำตลอดเวลาแบบไม่หยุดเลย แม้ว่าอากาศวันนี้จะร้อนแสบไส้และไม่เย็นสบายเหมือนเคย ยังดีที่ไม่มีพายุทรายแถมมาด้วยให้ลำบากใจ
กลุ่ม PAN ASIA ของเรา 4-5 คนก็ช่วยกัน strike แคมป์อย่างเต็มที่ ตั้งแต่จนสายไปจนถึงบ่าย เราก็เริ่มแยกย้ายไปอาบน้ำเก็บของ เตรียมจะกลับบ้านกัน ทุกคนมีความดีใจเล็กน้อยที่จะได้ออกไปจากสภาวะแวดล้อมของทะเลทรายที่ทารุณนี้เสียที และได้อาบน้ำดีๆ นอนบนเตียงนุ่มๆอีกครั้งหนึ่ง ผมก็เก็บของในรถ RV คันที่ผมอาศัยอยู่จนเรียบร้อย รอให้เจ้าของที่ผมเช่ามาเขามารับรถออกไปในช่วงเย็น แล้วก็ขนสัมภาระทั้งหมดมาไว้รถคันเพื่อนจนเรียบร้อย ทุกคนนับเวลาถอยหลังเตรียมออกรถตอนบ่ายสามโมงตามแผน
มีเสียงมาเคาะประตูรถ หนึ่งในบรรดาแกนนำของแคมป์เดินมาคุยบางอย่างกับ Richard แล้ว Richard ก็เดินไปหยิบถุงมือทำงานขึ้นมาใหม่ Richard บอกว่าตอนนี้เหลือคนอยู่น้อยมากที่ช่วย strike แคมป์ลง และรถที่จะมาขนของก็จะมาขนของตอนหกโมงเย็น ดูจากอาการแล้วไม่มีทางทันเลยถ้าพวกเรากลับ พวกเรา 4-5 คนมองหน้ากันครู่หนึ่ง แล้วทุกคนก็หยิบเครื่องมือของตนลงจากรถไปอีกครั้ง คราวนี้พวกเราทุกคนลุยกันอย่างเต็มที่แข่งกับเวลา ผมเองก็ต้องขนของทุกอย่างที่ยกได้ขึ้นรถ ตั้งแต่ไม้กระดาน เหล็กเส้นที่ใช้ทำสมอบก เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงขยะ จากที่เคยเป็นคนที่ยกอะไรนิดหน่อยก็ปวดหลัง ตอนนี้เลยกลายเป็นกุลีอาชีพกันเลยทีเดียว เพื่อนๆทุกคนก็ทำงานคล่องแคล่วว่องไวไม่แพ้กัน ผมว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี่มันเป็นจิตวิญญานของคนเอเซียโดยแท้ และทุกๆคนในแคมป์ก็สัมผัสมันได้ด้วยเช่นกัน
เราเอาหลังคาเต้นท์ขนาดใหญ่ลงเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนที่ผมและเด็กหนุ่มอีก 5-6 คนจะช่วยกันม้วนและยกเข้าไปเก็บในตู้รถสินค้าเพื่อรอเขามาขนไป ฝุ่นจากทรายตลบเปื้อนไปหมดทั่งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เราก็หัวเราะกันอย่างมีความสุขที่เก็บทุกอย่างทันเวลา รถขนมาพอดี คนขับเอาหัวรถต่อกับตู้สินค้า ก่อนขับออกไปก็กดแตรลั่นทะเลทราย พวกเราก็เฮกันอย่างดีใจ ถ่ายรูปกลุ่มแคมป์ IDEATE เดนตายเก็บไว้เป็นที่ระลึก
Doc North เดินมาหาผมแล้วก็ขอบคุณ เขาบอกว่าการที่เรายอมอยู่ต่ออีก 3-4 ชั่วโมงนี่มันสร้างความแตกต่างให้กับทุกอย่างมาก และเขาก็ขอบคุณอย่างจริงใจ ผมรู้สึกเท่ขึ้นมาอย่างประหลาด เด็กหนุ่มอีกคนในกลุ่มแกนนำตะโกนลงมาบอกพวกเราจากหลังตู้สินค้าว่า ช่วงเวลานี่แหละคือ Burning Man ของจริง! ที่เหลือน่ะมันก็แค่โชว์
ผมนี่ถึงกับขนลุกเกรียว
ใช่ ผมสัมผัสได้เหมือนกันว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในตัวผม ความรู้สึกของชุมชนที่เชื่อมโยงเข้าหากันมันวิ่งเข้าไปในกระแสโลหิตผมจนมันสูบฉีดอย่างแรงกระชุ่มกระชวย ผมสัมผัสความหมายของการเป็นมนุษย์อีกครั้งและมันมีชีวิตชีวามาก ผมรู้สึกอ่อนวัยลงไปเท่ากับบรรดาเด็กหนุ่มที่ผมแบกหามด้วย ผมย้อนกลับไปดูหลักการ 10 ประการของ Burning Man และก็พบว่ามันเป็นหลักการสำคัญของ Radical Inclusion ในการมีส่วนร่วมกับชุมชนนี่เอง ผมไม่ได้ทำสิ่งนี้เลยตลอดช่วงเวลาที่ผมมีประสบการณ์ใน 7 วันที่ผ่านมา และผมก็ค้นพบเลยว่าตัวตนที่เรียกว่า Identity ผมเองนี่แหละที่มันใช้งานผมจนผมไม่เป็นอิสระในการที่จะมีส่วนร่วมกับชุมชนของพวกเขาอย่างแท้จริง ผมคิดตลอดเวลาว่าผมเป็นสถาปนิกใหญ่ มีชื่อเสียง เป็นเจ้าของธุรกิจมากมาย ผมไม่ควรจะมาทำงานอะไรที่ยากลำบากแบบนี้ และผมก็มองตลอดเวลาเพื่อให้เห็นว่าพวกเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่มีประสบการณ์ ขาดการวางแผนที่ดี และก็สมควรรับความลำบากเหล่านั้นไปถ้าจะ strike ไม่ทันและไม่ควรเป็นผมที่ต้องลงไปช่วยเหลือตรงนั้น แต่วินาทีที่ผมปล่อยวางตัวตน และความคิดที่ทำให้ผมเป็นผู้ถูกในการไม่ลงมือทำเหล่านั้นลงได้ แล้วก็เริ่มลงมือทำงานร่วมกับพวกเขา ทำงานร่วมกับชุมชนที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันแปดวัน วินาทีนั้นเองที่ผมได้สัมผัสความสุขอย่างประหลาด สัมผัสความรักของชุมชน และเชื่อมโยงกับมนุษย์โดยที่ไม่มีพรมแดนของเชื้อชาติ และผมรู้ได้เลยว่า ผมสามารถทำอะไรได้อีกมากเหลือเกินเพียงแค่สามารถปล่อยวางตัวตนลงได้ และไม่มีอะไรหยุดผมได้อีกเลยจริง
ในทันใดนั้น ผมก็รู้สึกว่าผมกำลังไปยืนและมองโลกมาจากอีกที่หนึ่ง
ฝุ่นตลบไล่หลังรถของผมที่นั่งออกมาที่ประตูทางออกอีกครั้ง พวกเราและเด็กหนุ่มสาวในแคมป์อีก 4-5 คนที่ขอติดรถออกมาด้วยกันต่างก็ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานอย่างมีความสุข การเดินทางที่ยาวนานกำลังจะจบสิ้นลงไปอีกปี Burning Man กำลังเลือนหายไปช้าๆพร้อมกับฝุ่นในทะเลทรายและแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า มันเป็นดังสิ่งที่ผมคาดหวังไว้หรือไม่อาจจะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะค้นพบ ผู้คนที่มหัศจรรย์จากทั่วโลก ความสวยงามของจิตใจผู้คนที่มารวมกันมากมาย ความบ้าในจำนวนต่อหัวที่หนาแน่นต่อพื้นที่ ศิลปะ และเสียงเพลง ซึ่งไม่นับร่างกายที่เปลีอยเปล่าของหญิงสาวและชายหนุ่มนับร้อยคน
ส่วนผมอาจจะไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่มากไปกว่าตัวเองที่ปราศจากตัวตน และนั่นก็มากเกินไปแล้วสำหรับการค้นพบที่ทำให้ชีวิตผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

One comment

  • อยากไปสัมผัสประสบการณ์เหนือโลกบ้างจังครับ แต่ภาษางูๆ ปลาๆ มาก ไม่ทราบว่าถ้าเช่ารถบ้านราคาที่ได้สูงมากมั้ยครับ

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s