ความเกรงใจในฐานะรูปแบบของการควบคุมสังคมผ่านวัฒนธรรม

ทั้งหมดต่อจากนี้ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าลองแบ่งประวัติศาตร์วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมไทยออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475) เราจะพบว่ามี’วัฒนธรรมไทย’หลายอย่างที่เพิ่งถือกำเนิดและถูก ‘ออกแบบ’ ขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากการปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาเป็นทหาร และรอยต่อของ 2 ยุคสมัยนั้นก็ถูกกลบเกลื่อนไปอย่างไร้ร่องรอย จนเรามองแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยยุค ‘ก่อน’ และ ‘หลัง’ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ใช่ครับ ถ้าจะพูดให้ชัดเจน ก็คือในปี พ.ศ. 2475 ทหารยึดอำนาจการปกครองไปจากพระมหากษัตริย์ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เสมือนถูก’จับ’เป็นตัวประกันมาโดยตลอดจากสถาบันทหาร สถาบันทหารรับใช้สถาบันกษัตริย์และจงรักภักดี ก็เพื่อความจำเป็นที่จะใช้สถาบันกษัตริย์เป็นโครงสร้างที่ยึดเหนี่ยวประชาชนทั้งประเทศไว้ภายใต้การควบคุม ด้วยความจริงที่ว่าทหารไม่มีทางจะเอาชนะความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาได้ โครงสร้างของสถาบันกษัตริย์จึงถูก’ออกแบบ’ขึ้นใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันกษัตริย์ยังจะคงอยู่ในฐานะสถาบันที่ยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน แต่ก็จะถูกควบคุมโดยสมบูรณ์จากทหาร โครงสร้างของ’องค์มนตรี’ จึงได้ถูกกำหนดขึ้น ไม่ใช่เพื่อรับใช้สนองงานเบื้องพระยุคลบาท แต่เพื่อ’ควบคุม’ให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้การปกครองขององค์มนตรี ซึ่งก็คือคณะบุคคลนายทหารนั่นเอง

และเมื่อ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 เริ่มมีความตั้งพระราชหฤทัยที่จะเป็นอิสระจากการควบคุมนั้นโดยการประกาศที่จะสละราชสมบัติเพื่อลงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และให้ ล้นเกล้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์แทน พระปรีชาสามารถของล้นเกล้ารัชกาลที่ 8 นั้นย่อมก่อให้เกิดความพรั่นพรึงต่อคณะนายทหารในขณะนั่นอย่างมากเนื่องด้วยเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า หากพระมหากษัตริย์หนุ่มที่เป็นที่รักของประชาชนลงเลือกตั้งในขณะนั้น ท่านต้องทรงชนะการเลือกตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย และอำนาจของทหารจะจบสิ้นลง ท่านจึงได้ถูกลอบปลงพระชนม์จากคณะนายทหารในขณะนั้นและผู้บงการก็ไม่เคยถูกจับได้และลงโทษอย่างแท้จริง กลายเป็นคดีที่ลึกลับดำมืดที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

จากบริบทของสถานการณ์ในสังคมไทยในยุคสมัยนั้น จะทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า มากแค่ไหนที่สถาบันทหารในฐานะผู้ปกครองประเทศไทยโหยหาอำนาจที่จะ’ควบคุม’ทุกสิ่งทุกอย่าง และในบรรดากลไกลเหล่านั้นก็คือสร้างโครงสร้างการควบคุมผ่านวัฒนธรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น โดยมีนัยยะเดียวเพื่อการ’ควบคุม’

ในหลังปี พ.ศ. 2475 นั้น ประเทศไทยเพิ่งจะเลิกทาสไปได้ไม่กี่ชั่วอายุคน วันที่รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาสนั้นขณะนั้นเรามีจำนวนทาสอยู่ในประเทศกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ การเลิกทาสของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้นเป็นพระอัจฉริยภาพโดยแท้ เพราะได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า หากยังให้มีระบบทาสต่อไปในไม่ช้าทาสจะมีจำนวนมากขึ้นเกินกึ่งหนึ่งของประเทศและยากต่อการควบคุม การตัดสินใจเลิกทาสจึงเป็นแนวคิดเดียวที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดกลียุคขึ้นในประเทศในภายหลัง เมื่อครั้งที่คณะทหารขึ้นมาปกครองประเทศนั้น คนไทยจำนวนมากที่สืบเชื้อสายเป็นลูกหลานทาสก็ยังมีอยู่มาก วิธีต่างๆทางวัฒนธรรมจึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อแบ่งแยกชนชั้นและทำให้เกิดโครงสร้างทางการปกครองสังคมในแบบ’ทหาร’เกิดขึ้น และปฏิบัติไปในวิธีพิศดาร เช่น การกำหนดให้คนไทยสวมหมวก (มาลานำไทย) เพื่อผลลัพธ์ทางสังคมในการแบ่งชนชั้นที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่มีฐานะสามารถหาซื้อหมวกสวมได้ กับคนที่สืบสายมาจากไพร่ที่ยากจนเกินกว่าจะหาหมวกมาสวมได้

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ถูกออกแบบมาในช่วงนั้น และเราก็อาจจะหลงลืมกันไปจนนึกว่าเป็นวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของเราก็คือคำว่า ‘เกรงใจ’ ซึ่งเริ่มต้นมาจากประโยคที่ว่า ‘ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี’ คำว่าเกรงใจนี้ ไม่ได้เป็นวิธีคิดที่มีความหมายมาแต่แรกเดิมในวัฒนธรรมภาษาใดๆในโลก ภาษาอังกฤษ หรือจีน ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้มีคำแปลโดยตรงกับคำๆนี้ ในเชิงภาษาศาสตร์ก็ช่างน่าสงสัยให้ค้นคว้าต่อไปว่า กำเนิดของ’ความเกรงใจ’นี้ มันอยู่ในรากของวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมตั้งแต่สมัย ‘ใครใคร่ค้าม้า ค้า’ หรือเพิ่งจะมาถูกบัญญัติขึ้นในสมัยหลัง เพื่อให้รากของการควบคุมทางวัฒนธรรมมันหยั่งลึกอยู่ในสังคมไทย เพื่อให้การปกครองนั้นดำเนินไปโดยง่าย

ผลลัพธ์เดียวทางสังคมที่’ความเกรงใจ’นำไปสู่คือการมีสังคมที่คนอาวุโสน้อย ถูกควบคุมโดยคนมีอาวุโสมากกว่า รุ่นน้องต้องไม่เถียงรุ่นพี่ เด็กถูกจำกัดการแสดงออกภายใต้การควบคุมของผู้ใหญ่ และถ้ามองให้ลึกลงไป เราถูกปลูกฝังมายาวนานว่าการมี’ความเกรงใจ’นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่จริงๆมันไม่ได้มีคุณค่าทางสังคมที่แท้จริงอะไรเลยนอกจากการ’ควบคุม’ทางสังคม

ลองมาดูผลกระทบว่าความเกรงใจก่อให้เกิดผลกระทบอะไรอื่นในสังคมบ้าง หากเราเห็นคนทำผิด บางครั้งเราก็ไม่กล้าตักเตือนเพราะเรา’เกรงใจ’ เด็กอาจจะมีความคิดดีๆที่แก้ปัญหาให้ผู้ใหญ่ได้ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะ’เกรงใจ’ สังคมทั้งหมดไม่เดินไปข้างหน้าและไม่สร้างความแตกต่างเพราะคนไทยล้วนแล้วแต่’เกรงใจ’ซึ่งกันและกัน ดูเหมือนว่าความเกรงใจจะเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมที่อนุญาตให้คนไทยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ใช้ชีวิตไปวันๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัว และขลาดกลัว

ช่างเป็นสังคมในอุดมคติที่เหมาะสำหรับการปกครองโดยทหารอย่างแท้จริง

ในเวลากว่า 80 กว่าปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่รู้ตัว สังคมไทยถูกออกแบบขึ้นมาใหม่โดยผ่านวัฒนธรรมไร้รากของของคณะบุคคลที่ลุกขึ้นมาล้มล้างพระมหากษัตริย์และสร้างสังคมไทยขึ้นมาใหม่ให้เป็นสังคมไทยแบบ’เกรงใจ’เพียงเพื่อกดคนไทยไว้ให้อยูภายใต้การควบคุมที่สมบูรณ์ของสถาบันทหารที่เกิดขึ้นใหม่ และเราก็หลงไหลไปกับ’ความเกรงใจ’เพราะมันสะดวกสบายกว่าชีวิตในแบบที่สร้างความแตกต่างให้กับตนเองและสังคม และเหมาะสมกับชีวิตในแบบที่ 1 ใน 3 ของประเทศที่ถูกควบคุมมาก่อนหน้านี้หลายร้อยปี และ’ความเกรงใจ’ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของไทยนี่เองที่ทำให้เรายังคงอยู่ใต้โอวาทของสถาบันการปกครองของทหารมาได้ร่วม 80 ปีโดยที่มีภาพลวงให้เสมือนว่าเรามีประชาธิปไตยได้เป็นครั้งคราว ในแบบที่ชาวต่างชาติยังประหลาดใจว่า ใครทน คนไทย ทนได้อย่างไร เราทนได้ก็เพราะเรา’เกรงใจ’

วิธีเดียวที่พอจะมองเห็นได้ ในการทำให้สังคมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปยังยุคสมัยได้ ก็น่าจะเป็นวิธีที่มันชัดเจนสำหรับเราที่ก็ยังคงอาจมีความเกรงใจ แต่เป็นอิสระมากขึ้นจากความเกรงใจ ในขณะที่เราเลือกได้ ว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจในขณะที่เราต้องการจะสร้างผลลัพธ์ให้กับตัวเราเอง หรือสร้างความแตกต่างให้กับประเทศชาติและสังคม

One comment

  • พี่ด้วงพูดถึงคำง่ายๆคือ “ความเกรงใจ” มาอธิบายต่อจากความนัยของการปกครองสมัยใหม่ของไทยได้เรียบง่าย และน่าสนใจมาเลยครับ

    มองคล้ายเห็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มากด้วยรายละเอียดของเทคนิคในองค์ประกอบนั้นๆ เยี่ยมเลยครับ

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s